
ราคาน้ำมันทำอย่างไรให้ถูกลง?
มีหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับ ปตท.ที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีบางอย่างที่ ปตท.ถูกโจมตีเพราะการขาดข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่บิดเบือน วันนี้จะเขียนเรื่องราคาน้ำมันซึ่งเชื่อกันว่าแพงเหลือเกิน
มีหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับ ปตท.ที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีบางอย่างที่ ปตท.ถูกโจมตีเพราะการขาดข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่บิดเบือน วันนี้จะเขียนเรื่องราคาน้ำมันซึ่งเชื่อกันว่าแพงเหลือเกิน
ก่อนอื่นต้องปรับความเข้าใจว่าน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ซื้อขายกันข้ามพรมแดนและมีราคาตลาดโลกกำหนดโดย “กลไกตลาด” เหมือนอย่างทองคำหรือข้าว สำหรับประเทศไทย ตลาดน้ำมันใหญ่ที่ใกล้ที่สุดคือ สิงคโปร์ ราคาในประเทศจึงใกล้เคียงและเคลื่อนไหวตามตลาดที่สิงคโปร์ หากรัฐบังคับให้ขายราคาต่ำๆ โรงกลั่นก็จะส่งออกไปสิงคโปร์ แล้วก็ต้องมีการนำเข้ามาสนองผู้บริโภคในราคาสิงคโปร์บวกค่าขนส่ง ราคาขายปลีกของไทยเป็นระบบ “กลไกตลาดที่มีการแทรกแซง” โดยรัฐ การแทรกแซงมีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่เป็นทางการคือการเก็บภาษีและเงินกองทุน
ถ้าสรุปโครงสร้างราคาขายปลีกง่ายๆ จะพบว่าน้ำมันดีเซล (กว่า 70% ของน้ำมันทั้งหมด) มีโครงสร้างราคาเป็นเนื้อน้ำมัน 80% ภาษี 7% กองทุน 7% ค่าการตลาด 7% ในขณะที่เบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) และแก๊สโซฮอล์ 91 มีโครงสร้างเฉลี่ยเป็นเนื้อน้ำมัน 62% ภาษี 25% กองทุน 8% ค่าการตลาด 5%
ภาษีของแก๊สโซฮอล์สูงกว่าภาษีของดีเซลมาก ด้วยนโยบายรัฐบาลที่ตรึงราคาดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ แต่มองอีกมุม การตรึงราคาให้ต่ำทำให้ธุรกิจไม่ปรับตัวให้ใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ และอัตราเงินเฟ้อก็สูงขึ้นอยู่ดีด้วยเหตุปัจจัยอีกหลายอย่าง
ภาษี ส่วนที่มากที่สุดคือสรรพสามิต เรามักจะคุ้นเคยกับที่เก็บบน “อบายมุข” เช่น เหล้า บุหรี่ ซึ่งยิ่งราคาถูก คนก็ยิ่งเสพมาก ทำให้เสียสุขภาพ ทำนองเดียวกัน น้ำมันยิ่งราคาถูกก็ใช้มาก สร้างมลภาวะมาก ที่สำคัญการใช้น้ำมันในการเดินทางและขนส่งทำให้รัฐต้องสร้างและดูแลถนน ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก ใครใช้ถนนมากก็น่าจะจ่ายมาก จะเป็นธรรมกว่าการเก็บจากทุกคนเหมือนๆ กัน ในยุโรปหลายประเทศจะเก็บภาษีน้ำมันสูงมาก สหรัฐอเมริกาเก็บต่ำ ทำให้คนใช้น้ำมันมากจนเป็นแชมป์ทำโลกร้อน
อีกวิธีที่จะลดราคาน้ำมันคือลดภาษี แต่ลดที่หนึ่งก็ต้องไปเพิ่มที่อื่น จึงขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐว่าแทนที่จะลดภาษีน้ำมัน ควรเอางบที่มีจำกัดไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างโอกาสให้กับประชาชน หรือไม่
กองทุน ส่วนที่มากคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นการอุดหนุนระหว่างผู้ใช้น้ำมันต่างชนิด (Cross Subsidy) นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เคยหาเสียงว่าจะยกเลิก แต่ก็ทำไม่ได้ กองทุนน้ำมันฯ ช่วยเกลี่ยราคาไม่ให้ผันผวนมาก และยังเป็นเครื่องมือส่งเสริมการใช้น้ำมัน เช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล ทั้งใช้ในการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้ต่ำ แต่ก็เกิดผลกระทบเสียหาย ประเทศมาเลเซียเคยอุดหนุนราคาหน้าปั๊มมาก แต่มีแนวโน้มจะลดหรือเลิก เพราะไม่ต้องการให้รั่วไหลไปนอกประเทศมากขึ้นเมื่อเข้าสู่เศรษฐกิจอาเซียน
ค่าการตลาดเป็นตัวรวมของการลงทุนและค่าใช้จ่ายการค้าปลีกและสถานีบริการ ไม่ใช่แต่กำไร ต้นทุนต่างๆ จะมีประสิทธิภาพและผู้ค้าจะไม่มีกำไรเกินควร ตราบใดที่มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ แต่เพราะการแทรกแซงอย่างไม่เป็นทางการเวลาตลาดโลกขึ้น ปตท.ได้สนองความต้องการของฝ่ายการเมืองให้ขึ้นราคาขายปลีกช้าๆ ขาลงก็ลงเร็ว เพื่อให้ผู้บริโภคได้ราคาต่ำ ทำให้ผู้ค้าที่ไม่มีกิจการต่อเนื่อง (Integration) ขาดทุนมากจนหลายรายต้องล้มไป เช่น BP Q8 และ Jet ในระยะสั้นอาจจะดีกับผู้บริโภค แต่ก็ทำให้การใช้น้ำมันไม่มีประสิทธิภาพ และอาจทำให้เกิดการผูกขาดในระยะยาว ที่ ปตท.สามารถตัดเนื้อสนองฝ่ายการเมืองได้ก็เพราะกระเป๋าลึก มีกำไรง่ายๆ จากธุรกิจอื่นมาเกื้อหนุน
ราคาเนื้อน้ำมันหรือราคาหน้าโรงกลั่นจะเคลื่อนไหวตามสิงคโปร์โดยถัวเฉลี่ย แต่การเปรียบเทียบต้องรวมมูลค่าของเอทานอลและเมทิลเอสเตอร์สำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพที่ทำให้ต้นทุนของไทยสูงกว่าราคาในตลาดจร ถือเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อมและเกษตรกร อย่างไรก็ตาม มีประเด็นเรื่องการแข่งขันที่รัฐบาลสมควรพิจารณาอย่างจริงจัง
การแทรกแซงกลไกตลาดอาจไม่เสียหายอะไร หากทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ยั่งยืน แต่สิ่งที่ควรแก้ไขคือ การมีอำนาจเหนือตลาดของ ปตท. ได้แก่
1.ปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีการแข่งขันมากขึ้น โรงกลั่นน้ำมันแทบทุกโรงเป็นบริษัทลูก ปตท. กรณีที่ถือหุ้นไม่เกินครึ่งก็ยังมีอำนาจชี้นำ ควรให้มีการขายออกไปบ้าง เพื่อสร้างการแข่งขันอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้ราคาน้ำมันต่ำลงได้ นอกจากนี้ยังควรแยกกิจการท่อส่งก๊าซออกมาเพื่อความโปร่งใสและสร้างการแข่งขันในตลาดก๊าซ
2.แก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เลิกข้อยกเว้นรัฐวิสาหกิจในส่วนที่แข่งขันกับเอกชน และปรับโครงสร้างคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้เข้มแข็ง เพื่อมิให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการผลิตไฟฟ้า
ต้องยอมรับว่าการแปรรูป ทำให้ ปตท.เป็นมืออาชีพ กว่าเดิม แต่ก็ต้องดูแลไม่ให้เข้มแข็งเกินไป ผู้ที่อยากจะ “เอา ปตท.คืนมา” ควรคิดให้ดีว่าคุ้มหรือเปล่าที่จะให้กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มตัว เอื้อให้ฝ่ายการเมืองสามารถครอบงำได้มากยิ่งขึ้น ลองคิดว่าภายในภาคเอกชนกับภาครัฐที่ไหนมีการคอร์รัปชันมากกว่ากัน?







