
“นิคม”ลั่นไม่ถอนชื่อร่วมหนุนแก้รัฐธรรมนูญ
“นิคม”ยันไม่ถอดชื่อหนุนแก้รธน.พร้อมทำหน้าที่ประธานคุมการประชุมต่อไป แนะฝ่ายค้านอยากให้ถอนเสนอญัตติของความเห็นที่ประชุมร่วม
“นิคม”ยันไม่ถอดชื่อหนุนแก้รธน.พร้อมทำหน้าที่ประธานคุมการประชุมต่อไป แนะฝ่ายค้านอยากให้ถอนเสนอญัตติของความเห็นที่ประชุมร่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีวิทยุ 100.50 และ 96.50 MHZ. โดยมีใจความสรุปว่า จะปฏิบัติหน้าที่เป็นรองประธานควบคุมการประชุมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราต่อไป และอยากให้ฝ่ายค้านแยกแยะการทำหน้าที่
ทั้งนี้ ได้ลงชื่อสนับสนุนการยื่นญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 190 และมาตรา 237 เพราะมองว่าเป็นปัญหาของประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของพรรคพวก และไม่ได้เป็นไปการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านอยากถอนชื่อในการสนับสนุนร่างดังกล่าวนั้น ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ข้อที่ 36 ระบุว่า ต้องมีผู้เสนอญัตติให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาให้ถอนชื่อ และต้องใช้มติจากที่ประชุมตัดสิน ส่วนประเด็นที่ว่าใครจะเป็นผู้เสนอญัตตินั้นต้องไปศึกษาอีกครั้ง
“เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุความวุ่นวายในสภา ผมได้หารือกับสส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นวิปรัฐสภาอยู่ด้วยว่า ผมอยากให้ความร่วมมือกับฝ่ายค้านในการรักษาความสงบ แต่การถอนชื่อต้องเสนอเป็นญัตติให้ที่ประชุมพิจารณา จะให้ผมถอนชื่อเองไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นตามระเบียบข้อบังคับการประชุม เมื่อเรื่องใดบรรจุอยู่ในระเบียบวาระ การจะถอนชื่อนั้นต้องใช้มติจากที่ประชุม
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. นายนิคม ได้เป็นประธานในพิธีมอบโล่ห์ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตรสำหรับบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สูงอายุดีเด่น ปี 2555 ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา
โดยภายหลังการมอบโล่ นายนิคม ได้เลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ทั้งที่มีการตั้งกล้องรอสัมภาษณ์อยู่จำนวนมาก ก่อนเดินขึ้นไปทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ทว่า นายนิคม ได้ตอบคำถามเพียงสั้นๆว่า ใครอยากให้ถอนชื่อจากการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ก็ให้ไปยื่นญัตติเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเอาเอง จากนั้นนายนิคมได้เดินเข้าห้องประชุมรัฐสภา และนั่งบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมร่วมรัฐสภาทันที







