
ยกบันทึก"สสร.50"หนุนแก้มาตรา68
"อภิวันท์"ยกบันทึกประชุม สสร.50หนุนแก้ ม.68 เผยสุรชัย-บวรศักดิ์ ชี้ชัดต้องผ่านอัยการสูงสุด ยันไม่ลดสิทธิประชาชน
"อภิวันท์"ยกบันทึกประชุม สสร.50หนุนแก้ ม.68 เผยสุรชัย-บวรศักดิ์ ชี้ชัดต้องผ่านอัยการสูงสุด ยันไม่ลดสิทธิประชาชน
เมื่อวันที่ 1 เม.ย.การประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ นายอภิวันท์ วิริยะชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขทั้ง 3 ฉบับ โดยระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมมาตรา 68 ไม่ได้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการทำให้เจตนารมณ์เดิมของมาตรา 68 มีความชัดเจนขึ้น คือ ให้อัยการสูงสุดทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาว่ามีมูลล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ หากมีมูลอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
พ.อ.อภิวันท์ อภิปรายว่า การตีความกฎหมายต้องพิจารณา 2 หลักการ คือ 1.บันทึกการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 50 โดยการประชุมวันที่ 18 มิ.ย.ครั้งที่ 27/2550 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สว.สรรหา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ระบุชัดเจนว่าผู้ทราบเหตุการณ์นั้นควรยื่นร้องเรียนต่ออัยการสูงสุดเพื่อพิสูจน์ตรวจสอบ เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดในการที่จะพิจารณาตรวจสอบว่าเรื่องนั้นมีมูลหรือไม่ ก่อนจะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการในขั้นต่อไป
ขณะที่เอกสารของศาลรัฐธรรมนูญ ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ระบุว่า หากจะให้ประชาชนร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลจะต้องมีคณะตุลาการการนับจำนวนร้อยคน เพราะคดีจะหลั่งไหลมากมาย ฉะนั้นตีความได้ว่าต้องให้อัยการสูงสุดกลั่นกรองเรื่องก่อนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวต่อว่า 2.การตีความตามลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญปี 50 โดยมาตรา 68 ระบุว่าผู้ทราบการกระทำย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องของให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลักไวยากรณ์ไทยชัดเจนว่าคำสำคัญ คือ คำว่า “และ” ตีความว่า ประธานที่อยู่หน้าคำว่า “และ” จะต้องทำกริยาทั้งสองประการ คือ อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงจากประชาชนและอัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการให้ประชาชนยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเท่านั้นไม่ได้เป็นการปิดกั้นหรือลดอำนาจประชาชน เพราะหากปล่อยให้ยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลต้องใช้เวลาเกือบ 70% ในการกลั่นกรองคดี เหลือเวลาเพียง 30% ในการวินิจฉัยคดี การเสียเวลาส่วนใหญ่ให้ศาลกลั่นกรองส่งผลให้การวินิจฉัยของศาลไม่รอบคอบ โดยนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังระบุเองว่าหากมีเวลาจำกัดในการเขียนคำวินิจฉัยอาจจะไม่รอบคอบ
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวด้วยว่า คัดค้านการยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิ์คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดโดยความผิดของคนคนเดียวที่ระบุในมาตรา 68 และ 237 ทั้งนี้ประเทศไทยเคยส่งกรณีการยุบพรรคไปยังสหภาพรัฐสภาโลกและสหภาพส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ท้ายที่สุดแล้วสหภาพได้ทำหนังสือมายังรัฐสภาไทยประณามประเทศไทยเรื่องยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์คณะกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากขัดต่อหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่ของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค แต่เป็นของประชาชนที่เป็นสมาชิกจำนวนล้านคน
ในส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนจำนวนและที่มาของ สว.นั้น พ.อ.อภิวันท์ ระบุว่า หลักการของประชาธิปไตยผู้ใดที่มีอำนาจปกครองผู้นั้นต้องได้รับอำนาจจากพี่น้องประชาชน แต่กลับมี สว.สรรหาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งที่มาของ สว.สรรหายังขัดผลประโยชน์กันเอง เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีกลไกที่ให้ สว.สรรหา มีสิทธิถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผู้ที่เลือก สว.สรรหาเข้ามาดำรงตำแหน่งเอง เท่ากับตรรกะในกฎหมายขัดแย้งกันชัดเจน เป็นรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักนิติธรรม







