
ดีเดย์จ่ายค่าหมอ 1 เม.ย.
ภายหลัง “ชมรมแพทย์ชนบท” นัดแต่งดำรวมตัวกันคัดค้านนโยบายปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันเดียวกันได้อนุมัติเห็นชอบในหลักการปรับปรุงค่าตอบแทน โดยให้จ่ายแบบผสมผสาน ทั้งการจ่ายตามภาระงาน หรือ P4P และเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายคงเดิมในพื้นที่เฉพาะ หรือพื้นที่ทุรกันดาร
ภายหลัง “ชมรมแพทย์ชนบท” นัดแต่งดำรวมตัวกันคัดค้านนโยบายปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันเดียวกันได้อนุมัติเห็นชอบในหลักการปรับปรุงค่าตอบแทน โดยให้จ่ายแบบผสมผสาน ทั้งการจ่ายตามภาระงาน หรือ P4P และเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายคงเดิมในพื้นที่เฉพาะ หรือพื้นที่ทุรกันดาร
ล่าสุด ที่ประชุม ครม.สัญจร จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ได้อนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอ ครม.ฝ่ายเศรษฐกิจ ตามที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง เสนอ โดยยืนยันหลักการการจ่ายค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุข ที่ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 หลัก
1.เป็นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง 2.เป็นค่าตอบแทนในพื้นที่พิเศษและสาขาขาดแคลน และ 3.เป็นค่าตอบแทนการปฏิบัติงาน โดยจะเริ่มต้นดำเนินการระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2556 ซึ่งจะมีการติดตามประเมินผลภายในช่วงระยะเวลา 1 ปี ก่อนการพิจารณาดำเนินการในระยะที่ 2 ต่อไป
ทั้งนี้ ให้มีการทบทวนการจ่ายค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่เป็นค่าตอบแทนในส่วนที่ 2 ทั้งในส่วนของการกำหนดพื้นที่ ซึ่งจะมีการทบทวนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทุก 2 ปี และการกำหนดอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย อย่างไรก็ตามการเบิกค่าตอบแทนกำลังคนดังกล่าว ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 จำนวน 3,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรแล้ว
นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ได้จัดทำคำชี้แจงถึงการทบทวนการจ่ายค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุขต่อที่ประชุม ครม. เนื้อหาระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสภาพปัญหาการขาดแคลนกำลังคนด้านสาธารณสุข แม้จะได้มีการแก้ปัญหาในภาพรวมระดับประเทศ แต่ยังพบปัญหาการกระจายกำลังคนด้านสาธารณสุข
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพสูงมาก เพราะพยาบาลวิชาชีพมีลักษณะการปฏิบัติงานที่แตกต่างจากวิถีการดำรงชีวิตปกติ ต้องปฏิบัติงานในยามวิกาลอย่างต่อเนื่องทั้ง 24 ชั่วโมง จึงเป็นสถานการณ์ที่มีการดึงพยาบาลวิชาชีพระหว่างหน่วยบริการอยู่เสมอ สำหรับในกระทรวงสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพเป็นเรื่องแก้ปัญหาได้ยาก
ทั้งนี้ ต้องมีการบังคับการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ โดยพยาบาลวิชาชีพต้องขึ้นเวรเฉลี่ยเดือนละ 32 เวร จำนวนชั่วโมงการทำงานสูงถึงสัปดาห์ละ 54 ชั่วโมง ประกอบกับภาระการดูแลให้บริการผู้ป่วยที่ปริมาณที่เพิ่มขึ้น จากการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประชาชน จึงทำให้กำลังคนด้านสาธารณสุขในระดับต่างๆ ต้องแบกรับภาระงานที่หนักเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากไม่สามารถปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้ เพราะประชาชนในชนบทห่างไกลไม่มีทางเลือกอื่นในการรับบริการ แต่เงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับไม่สอดคล้องกับภาระงาน เมื่อเทียบกับภาคเอกชนซึ่งมีค่าตอบแทนที่สูงกว่ามาก มีภาระงานที่ต้องไม่สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนดประกอบกับภาระการดูแลให้บริการผู้ป่วยที่ปริมาณที่เพิ่มขึ้น จากการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ทำให้กำลังคนด้านสาธารณสุขในระดับต่างๆ ต้องแบกรับภาระงานที่หนักเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้ เพราะประชาชนในชนบทห่างไกลไม่มีทางเลือกอื่นในการรับบริการ แต่เงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับไม่สอดคล้องกับภาระงาน เมื่อเทียบกับภาคเอกชนซึ่งมีค่าตอบแทนที่สูงกว่ามาก มีภาระงานที่ต้องไม่สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนด
หลักการสำคัญในการทบทวนระบบการจ่ายค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุข ต้องมีการสร้างความเป็นธรรมในด้านค่าตอบแทน ทั้งภายในวิชาชีพและระหว่างวิชาชีพ รวมทั้งสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่ปฏิบัติงานมากและงานหนักได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และสร้างให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาระบบราชการจ่ายค่าตอบแทน
ดังนั้น การปรับการจ่ายค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุข ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายด้านบุคคลที่ต้องไม่ให้เพิ่มสูงเกินความจำเป็น ปรับการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นแบบอัตราเดียวทุกพื้นที่ และทุกหน่วยบริการให้ไปเป็นแบบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน แต่ยังคงต้องให้การจ่ายค่าตอบแทนแบบอัตราเดียวในพื้นที่เฉพาะตามปัจจัยที่กำหนด
เช่น มีความห่างไกล ความทุรกันดาร ความเสี่ยงภัย การขาดแคลนกำลังคน และปัจจัยอื่นๆเพื่อรักษาหลักการความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่มีกำลังคนด้านสุขภาพให้บริการอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ ให้กับประชาชนในชนบทในพื้นที่เฉพาะดังกล่าว







