
เงินร้อนฟันค่าบาทแล้ว 20%
นิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรของไทยเป็นจำนวนมาก สะท้อนจากยอดการถือครองของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 1 แสนล้านบาท จากเดิมที่มียอดคงค้างทั้งหมด 8 แสนล้านบาท
นิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรของไทยเป็นจำนวนมาก สะท้อนจากยอดการถือครองของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 1 แสนล้านบาท จากเดิมที่มียอดคงค้างทั้งหมด 8 แสนล้านบาท
สาเหตุหลักๆ ที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี และมีผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยสูงกว่าประเทศอื่น บวกกับผลตอบแทนพันธบัตรไทยสูงกว่าสหรัฐ
ผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 2 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.75% ไม่ได้ลดลงมากนัก แม้ว่าเงินทุนจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น แต่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเฉลี่ยแค่ 0.2% เท่านั้น
สถานการณ์แบบนี้ถึงแม้จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง ก็ไม่ได้มีผลให้เงินทุนไหลเข้าชะลอตัวลงมากนัก เงินทุนก็ยังไหลเข้ามาอยู่ดี เนื่องจากผลตอบแทนดีและมีการคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทของไทยจะแข็งค่าขึ้นอีก
“เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจเราดี ผลตอบแทนดี ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยก็ดี เงินทุนไหลเข้ามาในพันธบัตรจึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยทั้งหมดมีการลงทุนระยะยาว 5 แสนล้านบาท ลงทุนระยะสั้น 3 แสนล้านบาท จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เงินร้อนไปทั้งหมด แต่ปริมาณเงินทุนไหลเข้ามาเยอะกว่าปกติ”
ปีที่แล้วไหลเข้ามา 3 แสนล้านบาท ไตรมาสละ 78 หมื่นล้านบาท แต่ปีนี้ไตรมาสแรกเข้ามาแล้ว 1 แสนล้านบาทเศษแล้ว ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ถือว่าไหลเข้ามารุนแรงจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้เข้ามามากจนผลตอบแทนพันธบัตรไทยลดลงยังเฉลี่ยอยู่ที่ 2.75% สูงกว่าพันธบัตรสหรัฐมากอยู่ดี
ดังนั้น ถึงจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงก็ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนใกล้กัน แต่สิ่งที่ต่างชาติมอง คือ เห็นแนวโน้มเศรษฐกิจไทยดีมีโอกาสเติบโตได้ และคาดกันว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น
ปัจจุบันมีการคาดว่าเงินบาทจะขึ้นไปแตะ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้นถึงตอนต้นปีดอกเบี้ยนโยบายจะลดลง 1% นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนตั้งแต่ต้นปีก็กำไรอยู่ดี เพราะค่าเงินบาทเดิมอยู่ที่ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
แค่ 3 เดือนแข็งค่าขึ้นประมาณ 45% เท่ากับว่ากินผลตอบแทนจากการนำเงินเข้ามาในไทยประมาณ 20%
สะท้อนว่า รับผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนดีกว่ากินผลตอบแทนดอกเบี้ย
ดังนั้น ถึงจะลดดอกเบี้ยเงินทุนก็อาจจะชะลอเล็กน้อย แต่ก็เข้ามาอยู่ดี เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยเติบโตดี
“แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังดี แต่เราก็ไม่ควรอยู่เฉยๆ ภาครัฐควรออกมาดูหน่อย มากำกับหน่อย การกำกับควรนับเป็น 1 2 3 4 5 เพื่อให้ปรับตัวได้ การนับ 1 ไม่ต้องเป็นมาตรการทางภาษีก็ได้ แต่แค่ขอขึ้นทะเบียนก่อน ให้รู้ว่าใครเป็นใคร ให้รู้ว่าคนไหนมาลงทุนเป็นลักษณะเป็นเงินร้อนหรือไม่ ถ้าเงินร้อนเข้าแล้วก็ออก ออกแล้วก็เข้า วันหลังเราก็จะได้ไม่ให้เข้ามาขึ้นทะเบียนอีก เพราะเราไม่ต้องการเงินลักษณะนี้”
นิวัฒน์ กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนเป็นมาตรการเบาๆ ต่างประเทศอื่นๆ ก็ทำ เช่น อินเดีย หรือจีน ฯลฯ ที่สำคัญไม่เป็นภาระ เพราะถ้าใช้มาตรการภาษีมันเป็นภาระการลงทุนที่ลงทุนต้องเสียภาษีแล้ว เขาสามารถเลือกไปลงทุนที่อื่นได้ เพราะยังมีหลายประเทศที่ยังไม่เสียภาษี
นิวัฒน์ มั่นใจว่า ในระยะสั้นนี้เชื่อว่าเงินทุนต่างชาติจะยังไม่ไหลออกจากไทย แต่ในระยะยาวขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น และหากเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ไทยจะต้องมีมาตรการตั้งรับสถานการณ์เงินไหลออกไว้ด้วย







