posttoday
รักเพื่อนบ้าน

รักเพื่อนบ้าน

26 มีนาคม 2556

สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงการลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทย อีกทั้งรองรับการเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต ซึ่งการที่ประเทศไทยจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางได้นั้น นอกจากความเหมาะสมทางที่ตั้งภูมิศาสตร์และการเตรียมพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เรายังจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน หากมัวแต่ทะเลาะกับเพื่อนบ้านเหมือนในอดีต การที่จะเป็นศูนย์กลางนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะจะขาดการยอมรับและความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน และการจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ก็เหมือนกับเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคนี้ และพี่ใหญ่ควรจะต้องเสียสละให้กับน้องๆ ซึ่งหมายถึงประเทศเพื่อนบ้านบ้าง น้องๆ ถึงจะให้การยอมรับและนับถือ ไม่ใช่พี่ใหญ่จ้องแต่จะเอาเปรียบน้องๆ ตลอด น้องๆ ก็คงไม่มีใครยอมรับให้เป็นพี่ใหญ่อย่างแน่นอน

สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงการลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทย อีกทั้งรองรับการเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต ซึ่งการที่ประเทศไทยจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางได้นั้น นอกจากความเหมาะสมทางที่ตั้งภูมิศาสตร์และการเตรียมพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เรายังจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน หากมัวแต่ทะเลาะกับเพื่อนบ้านเหมือนในอดีต การที่จะเป็นศูนย์กลางนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะจะขาดการยอมรับและความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน และการจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ก็เหมือนกับเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคนี้ และพี่ใหญ่ควรจะต้องเสียสละให้กับน้องๆ ซึ่งหมายถึงประเทศเพื่อนบ้านบ้าง น้องๆ ถึงจะให้การยอมรับและนับถือ ไม่ใช่พี่ใหญ่จ้องแต่จะเอาเปรียบน้องๆ ตลอด น้องๆ ก็คงไม่มีใครยอมรับให้เป็นพี่ใหญ่อย่างแน่นอน

ถ้าพี่ใหญ่มีแผนงานการให้ที่ดีแล้ว สุดท้ายแล้วก็จะเป็นพี่ใหญ่เองที่จะได้รับประโยชน์อย่างมาก ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยให้เงินช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในการสร้างถนนหรือทำสะพานเชื่อมต่อกับประเทศไทย สุดท้ายก็เป็นสินค้าของไทยที่ไหลเข้าไปขายในประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก และไทยก็ได้ประโยชน์ เหมือนในอดีตที่ประเทศญี่ปุ่นเคยให้ความช่วยเหลือไทยในการสร้างถนน เพื่อให้รถยนต์ของประเทศญี่ปุ่นที่คนไทยซื้อเป็นส่วนใหญ่ใช้วิ่ง หรือการที่ประเทศจีนให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในเอเชียเพื่อแสดงความเป็นพี่ใหญ่ เป็นต้น ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านมากนัก ส่วนมากจะเอาเปรียบเขาเสียเป็นส่วนมาก จนเป็นภาพพจน์ที่ไม่ค่อยดีนักในความคิดของประเทศเพื่อนบ้าน

ในประเทศที่อยู่ติดกันก็มักจะมีเรื่องข้อพิพาทในเขตแดน และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องฝังใจประชาชนมาตลอด แม้ในปัจจุบันปัญหาเรื่องข้อพิพาทดินแดนก็ยังรุนแรงในหลายประเทศ เช่น ข้อพิพาทระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศจีนในหมู่เกาะเตียวหยู ซึ่งเป็นข้อพิพาทกันมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งก็ส่งผลดีกับไทย เพราะการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นได้หลั่งไหลเข้ามาประเทศไทยแทนที่จะไปลงทุนในประเทศจีนก็เพราะเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี ในบางกรณีแม้ผู้เขียนเองอยากจะได้ดินแดนคืนมาใจจะขาด แต่บางครั้งคนไทยเราอาจจะต้องทำใจกันบ้างกับข้อพิพาทเดิมที่ได้มีการตัดสินแล้ว เช่น กรณีของเขาพระวิหารที่ได้มีการตัดสินคดีโดยศาลโลกไปแล้วในส่วนของสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่ปี 2505 และกลับมามีเรื่องมีราวกันอีกครั้งเมื่อประเทศกัมพูชาพยายามที่จะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เรื่องนี้มีการให้ข้อมูลที่สับสน แต่จากการสอบถามไปที่กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม รวมถึงฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลเรื่องนี้มาโดยตลอด ได้รับคำชี้แจงว่า

ในสมัยท่านนพดล ปัทมะ เป็น รมว.ต่างประเทศ ท่านได้พยายามแยกส่วนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ทับซ้อนออกจากกัน โดยให้ประเทศกัมพูชานำเฉพาะสิ่งปลูกสร้างไปขึ้นทะเบียนได้ (ตามสิทธิที่เขาได้จากคำตัดสินของศาลโลก) แต่ในส่วนของพื้นที่ทับซ้อนจะต้องมีการเจรจาเพื่อพัฒนาร่วมกัน ซึ่งท่านเปรียบให้ฟังเพื่อเข้าใจง่าย คือ เหมือนกับเอาศาลพระภูมิไปขึ้นทะเบียนได้ แต่สนามหญ้าต้องมาพัฒนาร่วมกัน แต่ถูกนำไปแปลว่าได้มีการยกแผ่นดินไทยให้กับประเทศกัมพูชา ซึ่งไม่เป็นความจริง การที่เราจะไปเอาเขาพระวิหารในบริเวณสิ่งปลูกสร้างคืนมาก็คงทำไม่ได้ เพราะศาลโลกได้ตัดสินไปแล้ว จึงอยากให้เข้าใจเพื่อความถูกต้อง ซึ่งต่อมารัฐบาลถัดมาได้เข้าคัดค้าน จึงเป็นที่มาของการที่ประเทศกัมพูชายื่นต่อศาลโลก จนเป็นเรื่องเป็นราวที่อาจจะมีการชี้ขาดความเป็นเจ้าของพื้นที่ทับซ้อนที่เคยตกลงกันว่าจะพัฒนาร่วมกันแล้ว ซึ่งโอกาสก็เป็นไปได้ทั้งสองทางที่เราจะได้ดินแดนหรือเสียดินแดน แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้สิ่งปลูกสร้างเขาพระวิหารคืนมา เพราะเป็นคำตัดสินเดิมที่มีอยู่แล้ว

สิ่งที่คนไทยควรจะคำนึงมากกว่า คือ บริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เพราะบริเวณนี้มีแหล่งทรัพยากรทางพลังงานเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งจะเป็นแหล่งผลิตก๊าซให้กับประเทศไทย เพื่อทดแทนแหล่งเดิมในบริเวณอ่าวไทยที่จะหมดลงภายใน 1015 ปีนี้ ประเทศไทยได้อาศัยแหล่งก๊าซในอ่าวไทยเป็นพลังงานราคาที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนประเทศมากว่า 30 ปีแล้ว และจากข้อมูลที่ได้รับพบว่าในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนจะมีปริมาณก๊าซอยู่ในปริมาณที่เท่ากันหรือมากกว่าแหล่งเดิมที่ประเทศไทยได้ใช้อยู่และกำลังจะหมดไป หรือจะสามารถทำให้ประเทศไทยมีก๊าซนำไปใช้ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 50 ปี เพราะถ้าหากก๊าซในอ่าวไทยหมดลง และไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG มาใช้แทน ราคาจะแพงกว่ามาก แต่โอกาสที่จะตกลงกันได้คงเป็นได้น้อยจากกรณีข้อพิพาทในเขาพระวิหาร

คงได้แค่หวังว่า ในที่สุดแล้วทั้งสองประเทศจะกลับมาเห็นประโยชน์ในเรื่องที่ใหญ่กว่าร่วมกันได้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก