
บทวิเคราะห์คนเสื้อแดง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
....นายศาสตรา
ปัญหาเฉพาะหน้าในขณะที่มีการชุมนุม คือ ปัญหาทั้งสามด้าน ได้แก่ 1.ปัญหาการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง 2.ปัญหาการก่อความรุนแรงโดยใช้อาวุธสงคราม และ 3.ปัญหาจากพรรคฝ่ายค้านที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะสอดรับกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และหลายคนที่เปิดเผยตัวเองชัดเจนด้วยการไปขึ้นเวทีชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งสามประการนี้ เป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลที่จะต้องหาทางแก้ไขให้คลี่คลายไปโดยสงบ สันติ
ปัญหาพรรคฝ่ายค้าน เช่น กรณีไม่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาลนำทหารมาล้อมสภา เป็นการประท้วงทั้งๆ ที่รู้ หรือควรรู้ว่าถ้าไม่มีการใช้กำลังทหารไปปิดล้อมสภา
“เพื่อรักษาความปลอดภัย” ก็เป็นการสุ่มเสี่ยงที่อาจไม่สามารถจัดการประชุมในรัฐสภาได้การประท้วงของฝ่ายค้านถือเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่แม้แต่ประธานวุฒิสภา คือ นายประสพสุข บุญเดช ก็ยังออกมาพูดในลักษณะ
“ไร้เดียงสา” เสมือนไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงต้องมีการใช้กำลังทหารไป “ปิดล้อม” รัฐสภาเช่นนั้นปัญหาใหญ่เรื่องการใช้อาวุธสงคราม เช่น การยิงระเบิดเอ็ม 79 และจรวดอาร์พีจี ตลอดจนการพยายามจะเผารถถัง ซึ่งชัดเจนว่าล้วนเป็นการกระทำอย่างมีเป้าหมาย การกระทำเหล่านี้นับเป็นภัยร้ายแรง เพราะเข้าลักษณะของ
“การก่อการร้ายในเมือง” ปัญหานี้เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วย ในการหาทางจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี และขยายผลเพื่อยุติปัญหานี้ให้ได้โดยเร็วสำหรับปัญหาการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องมีนโยบายชัดเจนอย่างน้อย 2 ข้อ คือ 1.ต้องยอมรับว่าการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และ 2.ต้องหาทางแก้ปัญหาให้คลี่คลายไปโดยสันติวิธีเป็นหลัก
การชุมนุมในขณะนี้ ก็เหมือนการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองทั่วไป ซึ่งจะต้องมีตัวละครสำคัญแบ่งได้เป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายผู้ชุมนุม และฝ่ายประชาชน โดยฝ่ายประชาชนจะแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ มวลชนฝ่ายรัฐบาล มวลชนของฝ่ายผู้ชุมนุม และฝ่ายที่เป็นพลังเงียบซึ่งจะมีจำนวนมากที่สุด
โดยธรรมชาติในทั้งสามฝ่าย คือ รัฐบาล ผู้ชุมนุม และประชาชน จะมีทั้งฝ่ายที่มุ่งแนวทางสันติ ฝ่ายกลางๆ และฝ่ายที่ต้องการใช้ความรุนแรง เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องควบคุมมิให้เกิดความรุนแรง
บทบาทหน้าที่หลักในการที่จะทำให้ปัญหาคลี่คลายไปโดยสงบสันติเป็นของฝ่ายรัฐบาลที่จะต้องไม่เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรง ซึ่งจะสร้างบาดแผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น กรณีการปราบปรามเข่นฆ่าเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 การยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 การสลายการชุมนุมที่ตากใบ จ.นราธิวาส ที่ทำให้เกิดการตายร่วมร้อยศพ ทั้งในขณะสลายการชุมนุมและโดยเฉพาะจากการขนย้ายผู้ชุมนุมไปยังค่ายทหารอย่างผักปลา ตลอดจนการล้อมปราบที่มัสยิดกรือเซะ เป็นต้น
รัฐบาลมีโอกาสใช้ความรุนแรง เพราะเป็นผู้กุมอำนาจรัฐ รัฐบาลจะต้องมีนโยบายชัดเจนที่จะต้องไม่ใช้อาวุธนอกจากเป็นกรณีจำเป็นอย่างยิ่ง และต้องเลือกเป็นวิธีการสุดท้ายจากเบาไปหาหนัก
ข้อสำคัญรัฐบาลจะต้องตระหนักว่า ในภาวะเผชิญหน้าขณะมีการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยเฉพาะการยุบสภาเช่นนี้ รัฐบาลจะมีสถานะ 2 สถานะ คือ เป็นคู่กรณีกับกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะเดียวกันรัฐบาลมีสถานะที่ใหญ่กว่านั้น คือ เป็นรัฐบาลของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งย่อมรวมทั้งของฝ่ายผู้ชุมนุมด้วย
กับผู้ชุมนุมรัฐบาลจะต้องยึดแนวทางสันติวิธีโดยเคร่งครัด โดยมีทั้งมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างชัดเจน ซึ่งน่ายินดีที่รัฐบาลทั้งโดยนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่คือตำรวจและทหาร ได้เดินแนวทางสันติวิธีมาตั้งแต่ต้น และมีการเตรียมการอย่างดี ได้แก่ 1) นายกรัฐมนตรีได้ประกาศอย่างชัดเจนยอมรับว่าการชุมนุมเป็นสิทธิ แต่ควรอยู่ในขอบเขตตามที่ศาลปกครองได้เคยตัดสินเป็นบรรทัดฐานไว้ 2) มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงฯ เพื่อใช้กำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ตามความจำเป็น 3) มีการเตรียมการใช้ตำรวจและทหารที่ไม่ติดอาวุธเข้ามารักษาสถานการณ์ 4) นอกจากการจำกัดขอบเขตมิให้มีการล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว โดยทั่วไปไม่มีการขัดขวางการเดินทางไปชุมนุม รวมทั้งไม่ขัดขวางเมื่อผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปรอบกรุงเทพฯ 5) ไม่ปฏิเสธการเจรจากับผู้ชุมนุม
ที่สำคัญคือ แม้ฝ่ายผู้ชุมนุมจะกำหนดให้รัฐบาลเป็นคู่กรณี รัฐบาลจะต้องชัดเจนว่าผู้ชุมนุมมิใช่ศัตรู แต่เป็นรัฐบาลของผู้ชุมนุมด้วย ซึ่งเท่าที่ผ่านมารัฐบาลสามารถรักษาจุดยืนและแนวทางดังกล่าวนี้ได้ดี
สำหรับผู้ชุมนุม ก็จะต้องควบคุมมิให้ฝ่ายหรือกลุ่มที่ต้องการใช้ความรุนแรงขึ้นมาเป็นฝ่ายนำ และจะต้องควบคุมมิให้เกิดความรุนแรงขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งที่ผ่านมาน่ายินดีว่าภาพรวมของการชุมนุมยังเดินอยู่ในแนวทางสันติวิธีเป็นหลัก แม้จะมีการใช้คำพูดที่ก้าวร้าวรุนแรง
ในส่วนของประชาชน ที่ผ่านมาต้องชื่นชมในความอดทนและอดกลั้น แม้จะต้องเดือดร้อนจากปัญหาการจราจร แต่ดูคนกรุงเทพฯ จะปรับตัวกับสถานการณ์เหล่านี้ได้ แม้ผู้ชุมนุมจะใช้ยุทธวิธีเคลื่อนขบวนไปรอบๆ กรุงเทพฯ ในบริเวณกว้างในวันเสาร์
กรุงเทพฯ เคยผ่านการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯ ยาวนานถึง 193 วันมาแล้ว โดยไม่มีความรุนแรงบานปลายจนควบคุมไม่ได้ ทุกฝ่ายจึงควรช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ให้คลี่คลายไปโดยสันติ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยสามารถพัฒนาต่อไปได้ และเปิดทางให้สามารถแก้ปัญหาที่รากฐานระยะยาวต่อไป







