
ควรแก้ไขกฏหมายหรือแก้กฏพื้นฐาน
สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยคนเดือนตุลายุคผม “เดินขบวน” แหกปากเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เรียกร้องหาเสรีภาพกันมาก ครั้นได้รัฐธรรมนูญ ได้เสรีภาพมาระดับหนึ่ง แทนที่คนไทยจะได้การปกครองแบบประชาธิปไตย กลับได้การปกครองของทหาร นายทุน หรือตัวแทนนายทุนที่มาจากการเลือกตั้งเต็มสภา ส่วนเสรีภาพที่ได้มา ถ้าไม่ล้นเกิน (จนเกิดอนาธิปไตย) ก็ได้ “เสรีภาพจอมปลอม” คนจน (ถูกปิดปากด้วยเงินและอำนาจ) ไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง
สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยคนเดือนตุลายุคผม “เดินขบวน” แหกปากเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เรียกร้องหาเสรีภาพกันมาก ครั้นได้รัฐธรรมนูญ ได้เสรีภาพมาระดับหนึ่ง แทนที่คนไทยจะได้การปกครองแบบประชาธิปไตย กลับได้การปกครองของทหาร นายทุน หรือตัวแทนนายทุนที่มาจากการเลือกตั้งเต็มสภา ส่วนเสรีภาพที่ได้มา ถ้าไม่ล้นเกิน (จนเกิดอนาธิปไตย) ก็ได้ “เสรีภาพจอมปลอม” คนจน (ถูกปิดปากด้วยเงินและอำนาจ) ไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง
หลายปีของชีวิตช่างภาพ นักข่าว ผมก็ได้เจอการเรียกร้องทำนองเดียวกันอีกบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 112 หรืออื่นใด พวกเขาไม่ได้พูดหรือเรียกร้องอำนาจอธิปไตยปวงชน ซึ่งเป็นปฐมบทของเสรีภาพที่แท้จริงเลย ดังนั้น ผมจึงไม่เห็นว่าทัศนะคนเดือนตุลาในวันโน้นหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยในวันนี้ที่ออกมาพล่ามเรื่องเสรีภาพ จะสามารถนำพาชาติบ้านเมืองหลุดไปจากทุกข์ของชาติได้
เรื่องของ ส.ศิวรักษ์ กับอาจารย์สมศักดิ์ ที่พูดกันถึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในไทยพีบีเอสก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ส.ศิวรักษ์์ พูดได้เข้าท่าหน่อยตรงที่แยกแยะได้ถึงความเป็นบุคคลและความเป็นสถาบันได้ แต่ท้ายสุดก็มาถกกันเรื่อง “เสรีภาพ” โดยไม่มีใครพูดถึงเรื่อง “อำนาจอธิปไตยปวงชน” เลย ทั้งๆ ที่เรื่อง “อำนาจอธิปไตยปวงชน” เป็น “ปฐมบท” ของ “เสรีภาพ” ของประชาชนแท้ๆ เพราะถ้าไม่มีอำนาจอธิปไตยปวงชนเสียแล้วเสรีภาพที่แท้จริงก็เกิดขึ้นไม่ได้
ในทางวิชาการเมืองเราถือว่าพวกที่ปรารถนา ดีอยากจะเปลี่ยนแปลง (Revolution) แต่ไร้เดียงสาทางการเมือง เราเรียกพวกนี้ว่าพวก Counter Revolutionary ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มานานหรือไม่นาน จะเป็นแอ็กติวิสต์ใหญ่หรือไม่ใหญ่ เก๋าหรือไม่เก๋าก็ตาม
ท่านผู้อ่านครับ ปัญหาเรื่องเสรีภาพที่เอามาตรา 112 มาพูดให้มีเรื่องกันก็ดี ปัญหาพาทหารไปตายในการลุกขึ้นสู้ของประชาชน (Civil War) ใน 3 จังหวัดภาคใต้ก็ดี ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเหลืองแดงก็ดี ปัญหาโจรขโมยเต็มบ้านเต็มเมืองก็ดี ปัญหายาบ้าจับกันไม่หมดก็ดี ปัญหาปล้นร้านสะดวกซื้อก็ดี ปัญหาปล้นธนาคารก็ดี ปัญหานักเรียนตีกันก็ดี ฯลฯ ล้วนเกิดจากแรงกดดันจาก “สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง” อันเกิดจาก “ระบอบเผด็จการ” ซึ่งเป็น “ทุกข์ร่วม” หรือ Collective ทุกข์นั่นเอง
สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูงคือ สถานการณ์ความต้องการของชาติของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยอย่างสูง (โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) แต่ถูก “อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย” (หรือที่เรียกว่าระบอบเผด็จการ) ขัดขวางเอาไว้ การขัดขวางดังกล่าวทำให้อาการดังกล่าวสำแดงฤทธิ์ออกมาให้คนเห็น คล้ายๆ กับผู้หญิงจะออกลูกแต่ออกไม่ได้เพราะมีอุปสรรค จึงแสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงออกมา เช่นเดียวกับการลั่นของอาคารก่อนตึกจะถล่ม เหมือนกับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็วก่อนเกิดสึนามิใหญ่ ก็มีแต่คนรู้วิชา (หมอ วิศวกร นักปฏิวัติ) เท่านั้นที่รู้และแก้ไขได้
คนจะคลอดลูก ประเทศจะคลอดประชาธิปไตย ใครจะไปทำคลอดด้วย “กฎหมาย” หรือคนดีคนใด (จะเถียงกันเรื่องเสรีภาพในมาตรา 112 จะกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หรือออกกฎหมายปรองดองกันมา 50 ล้านฉบับ จะใช้ เชอร์ชิลล์ อรหันต์ ปราชญ์ชาวบ้าน คนดีศรีสังคมลงมาทำงานกันเป็นแผงๆ ใช้นักวิชาการ นักกิจกรรมใหญ่น้อยมา “พล่าม” กันจนปากฉีกหรือมาปกครอง) นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังจะทำให้ “ฆ่ากันตาย” แบบโง่ๆ อีกด้วย
การมองว่าโลกแบนไม่สอดคล้องกับภาวะวิสัยฉันใด การมองว่าประเทศไทย “มีการปกครองแบบประชาธิปไตย” อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทั้งที่ประเทศไทยมีการปกครองแบบเผด็จการอันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ไม่สอดคล้องกับภาวะวิสัยฉันนั้น ดังนั้น ถ้าเราไม่สัมมาทิฐิกับการแก้กฎพื้นฐาน (จากอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยมาเป็นอำนาจอธิปไตยปวงชน) แล้ว นอกจากปัญหาชาติทั้งหลายจะแก้ไม่ตกแล้ว ยังทำให้ชาติล่มจมลงสู่ทะเลแห่งความขัดแย้งมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
นโยบาย 66/23 หรือนโยบายสมดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยปวงชนกับเสรีภาพประชาชน (ที่สอดคล้องกับความจริงแท้ของมนุษย์) เพียงนโยบายเดียวเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้จริง ผมจึงอยากจะเรียกร้องให้บรรดา “ไก่” (ครูอาจารย์และนักกิจกรรมใหญ่ๆ) ที่กำลัง “จิกตี” โชว์ลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายกัน “อยู่ในเข่ง” ได้หันมาศึกษาทางที่ออกได้จริงๆ นี้ก่อนสาย
ผมยืนยันว่าที่เถียงๆ กันอยู่ว่า ใครเป็น “อรหันต์” (ทางการเมือง) นั้น เป็นเรื่องของการอวดอีโก้กันเท่านั้น แค่ “โสดาบัน” ยังไม่เห็นฝุ่นเลย แค่คำว่าระบบประชาธิปไตยแปลว่าอะไร การปกครองต่างกับระบอบอย่างไร วิธีการประชาธิปไตย ลัทธิประชาธิปไตย เสรีภาพสัมพันธ์กับอำนาจอธิปไตยอย่างไร สมดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยกับเสรีภาพทำได้อย่างไร เสรีภาพส่งผลทำให้เกิดเศรษฐกิจที่ดีได้อย่างไร การปรองดองในยุคทุนนิยมนั้น ระหว่างใครกับใคร ทำได้อย่างไรก็ยังไม่รู้เลย และถ้าไก่ที่ตีกันเหล่านั้น “ตอบโจทย์” ไม่ได้ แล้วเราจะไปเชียร์ไก่โง่ตีกันให้โง่ไปทำไม หันมาศึกษาการใช้อำนาจอธิปไตยปวงชนแก้ปัญหาชาติไม่ดีกว่าหรือ
ปล.ผู้แทนเชียงใหม่ ถ้าจะลาออกเพื่อให้เจ๊แดงลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมว่าท่าจะบ้ากันใหญ่ ทำให้คนยิ่งรู้ว่าอำนาจอธิปไตยประเทศนี้เป็นของคนตระกูลชินวัตรเดี๋ยวก็พังยับแบบถนอมประภาส หรอก
ปล.ประเทศใดๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐเดี่ยว หรือหลายรัฐ จะต้องเป็นองค์กรจัดตั้ง (Organization) ทั้งสิ้น แต่มีลักษณะเป็นองค์กรรัฐ (State Organization) องค์กรจะดำรงอยู่ได้นั้นต้องมีการรวมศูนย์ (Centralization) และต้องขึ้นตรงต่อประมุข หรือประธาน ตามหลักวิชาการจัดตั้งของรัฐ หลักการรวมศูนย์คือประมุขของประเทศมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน นายกฯ ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา ปัญหาประเทศไม่ได้เกิดจากความเป็นประมุข แต่ปัญหาเกิดจากระบอบเผด็จการครับ







