
อย่าเพิ่งดีใจ
ยอดส่งออกข้าวของประเทศไทยช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปีนี้ ที่รัฐบาลออกมาดีใจว่าไทยสามารถกลับมาเป็นอันดับ 1 ในการส่งออกข้าวได้อีกครั้ง หลังจากปีก่อนร่วงจากแชมป์มากว่า 30 ปีหล่นไปรวดเดียวที่อันดับ 3 โดยมีอินเดียส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 และเวียดนามเป็นอันดับ 2
ยอดส่งออกข้าวของประเทศไทยช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปีนี้ ที่รัฐบาลออกมาดีใจว่าไทยสามารถกลับมาเป็นอันดับ 1 ในการส่งออกข้าวได้อีกครั้ง หลังจากปีก่อนร่วงจากแชมป์มากว่า 30 ปีหล่นไปรวดเดียวที่อันดับ 3 โดยมีอินเดียส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 และเวียดนามเป็นอันดับ 2
ทั้งนี้ ตามรายงานของกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า จากการประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกข้าวในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) 2556 ไทยส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ปริมาณ 1.04 ล้านตัน รองลงมา คือ อินเดีย 9.6 แสนตัน และเวียดนาม 7.5 แสนตัน โดยราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 711 เหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปลายปี 2555 ที่ราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 688 เหรียญสหรัฐ
เห็นได้ว่าหากมองผิวเผินจากรายงานของหน่วยงานรัฐ ประเทศไทยกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวได้แล้วใน 2 เดือนแรก และขายข้าวได้ราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมาด้วย แต่เมื่อพิจารณาตามคาดการณ์ของรัฐบาลเองที่กล่าวไว้เมื่อต้นปี ว่าคาดการณ์ส่งออกข้าวปี 2556 ไทยจะส่งออกข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวหอมมะลิ 2 ล้านตัน ที่เหลืออีก 6 ล้านตัน เป็นข้าวขาว ซึ่งข้าวขาวจะจำหน่ายได้ 600 เหรียญสหรัฐ/ตัน
เมื่อนำคาดการณ์ของรัฐที่ประเมินว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ทั้งปีนี้ 8 ล้านตัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 0.66 ล้านตันแล้ว ดังนั้นคาดการณ์รัฐ 2 เดือน ไทยควรส่งออกข้าวได้ 1.2 ล้านตัน ไม่ใช่เพียง 1.04 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้ไทยเป็นแชมป์ส่งออกข้าวได้ขณะนี้
นอกจากนั้น การส่งออกข้าวของอินเดียกับเวียดนามในช่วงต้นปีที่น้อยกว่าไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำสต๊อกข้าวเดิมได้ส่งออกจนแย่งแชมป์จากเมืองไทยไปเมื่อปีก่อนแล้ว และช่วงปลายปีที่ผ่านมาทั้งอินเดียกับเวียดนามต่างประสบภัยแล้ง จึงทำให้ผลผลิตไม่มากพอจะส่งออก ดังนั้นหากอินเดียกับเวียดนามกลับมาผลิตได้ตามวงจรการเพาะปลูกปีละ 2 ครั้งเป็นปกติ แนวโน้มการส่งออกก็จะแย่งตลาดส่งออกจากข้าวไทยกลับไปได้เช่นที่เกิดมาแล้ว เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ราคาที่ถูกกว่าข้าวไทย
ดังนั้น หากรัฐบาลไทยอยากจะทวงแชมป์ส่งออกข้าวไทยให้กลับมาได้อย่างถาวร ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ด้วยการบริหารจัดการให้การผลิตข้าวมีประสิทธิภาพ ชาวนาขายผลผลิตได้ราคาคุ้มต้นทุนตามกลไก ไม่ใช่ใช้โครงการประชานิยม รับจำนำข้าวในราคาสูงตันละ 1.5 หมื่นบาท บิดเบือนกลไกเช่นนี้
ที่สำคัญหากรัฐบาลปรับแนวคิดแก้ปัญหามาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต ใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เชื่อจะแก้ปัญหาข้าวได้ถาวร ไม่เกิดปัญหาข้าวไทยราคาแพงและสต๊อกบวมกว่า 10 ล้านตันเช่นนี้







