
ประหยัดพลังงาน
วันนี้ต้องขอพูดถึงเรื่องพลังงานอีกหนึ่งวัน เพราะเป็นจังหวะที่ประชาชนกำลังตื่นตัวเรื่องพลังงานกันมาก การที่ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง โดยปีที่แล้วเติบโตเกินคาดหมายโตถึง 6.4% และในปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะปรับการคาดประมาณการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ที่ 5% และก็หวังว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาการเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปอีกหลายๆ ปี
วันนี้ต้องขอพูดถึงเรื่องพลังงานอีกหนึ่งวัน เพราะเป็นจังหวะที่ประชาชนกำลังตื่นตัวเรื่องพลังงานกันมาก การที่ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง โดยปีที่แล้วเติบโตเกินคาดหมายโตถึง 6.4% และในปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะปรับการคาดประมาณการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ที่ 5% และก็หวังว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาการเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปอีกหลายๆ ปี
การที่ประเทศไทยจะเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องได้นั้น ประเทศไทยต้องมีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะทางด้านพลังงาน เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศใดในโลกนี้จะเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้โดยไม่มีพลังงานเพียงพอ และการใช้ไฟฟ้าของไทยมีการขยายตัวถึงปีละ 78% ทุกปี โดยอีกสิบปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมีไฟฟ้าให้เพียงพอที่ 6 หมื่นเมกะวัตต์ ดังนั้นจึงอยากให้ประชาชนไทยทุกคนรวมถึงท่าน NGO ทั้งหลายได้ตระหนักถึงความจำเป็นนี้ และมาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้มีพลังงานเพียงพอ ไม่อยากให้มีการคัดค้านกันอย่างไม่มีเหตุผล เพราะสุดท้ายแล้วปัญหาจะตกอยู่กับประเทศไทยเองที่จะไม่มีพลังงานเพียงพอในการพัฒนาประเทศต่อไป และการจะพึ่งพลังงานจากเพื่อนบ้านก็จะเป็นปัญหาได้ ถ้าหากมีความขัดแย้งหรือมีเหตุขัดข้องที่จะทำให้ไม่สามารถส่งไฟฟ้ามาให้เราได้ ดังเช่นปัญหาก๊าซที่ไม่อาจส่งมาจากประเทศเมียนมาร์ได้ในต้นเดือน เม.ย.นี้
แม้ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากประเทศเมียนมาร์ที่ต้องหยุดซ่อมท่อส่งก๊าซ แต่ก็ยังมีคนบางคนพูดว่าเป็นแผนการของรัฐบาลที่สร้างขึ้นเอง เพื่อที่จะได้หาข้ออ้างในการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ไม่ทราบว่าคิดออกมาได้อย่างไร และการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มให้พอกับความต้องการในอนาคต ก็ไม่น่าจะผิดตรงไหน ถ้ารัฐบาลไม่วางแผนผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอสำหรับอนาคต น่าจะมีความผิดมากกว่ามาก หากใครได้เห็นปัญหาไฟฟ้าดับ (Blackout) ในประเทศอื่นจะทราบดีว่าไม่สนุกเลย เพราะจะทำความเสียหายมากกับโรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือน และปัญหาอาชญกรรมช่วงไฟฟ้าดับจะสูงมาก
ในขณะที่ประเทศไทย ต้องมีการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับการขยายตัวเศรษฐกิจ ก็อยากให้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่พูดกันมาก แต่ทำกันน้อย ไม่ค่อยเห็นเป็นรูปธรรม แม้การตื่นตัวประหยัดพลังงานของไทยจะดีกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยสมัยที่ผู้เขียนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ไปประชุมที่ประเทศบรูไนและแจกกรางวัลประหยัดพลังงานให้กับบริษัทไทยชนะเลิศ 13 รางวัล จากรางวัลทั้งหมด 33 รางวัล และตึกเอ็นโก้ที่เป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงานในปัจจุบัน ก็ได้รางวัลชนะเลิศอาคารประหยัดพลังงานด้วย จึงอยากให้มีการสนับสนุนให้มีสำนึกในการประหยัดพลังงานนี้อย่างต่อเนื่อง
ในสมัยนั้นมีโครงการหนึ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ในการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการทดลองเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยความร่วมมือกันของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยหลังจากที่กระทรวงพลังงานได้ช่วยเหลือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงน้ำท่วมแล้ว กระทรวงพลังงานก็ได้นำ ESCO Fund เข้าไปใช้เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งหมด ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประหยัดค่าไฟฟ้าได้จากเดือนละ 20 ล้านบาท เหลือ 15 ล้านบาทเท่านั้น และได้นำส่วนต่างค่าไฟฟ้าที่ลดลงนั้น มาชำระค่าอุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่เปลี่ยนไป ปรากฏว่าใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ ก็ชำระค่าอุปกรณ์หมด และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็จ่ายค่าไฟฟ้าเพียงเดือนละ 15 ล้านบาท นับแต่นั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ต้องออกเงินเลย แต่ได้ประหยัดค่าไฟฟ้าไปอีกมากเมื่อชำระค่าอุปกรณ์หมด กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานก็ได้เงินคืนเข้า ESCO Fund ตามเดิมหลังจากปีกว่าๆ และได้ประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาล ส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ช่วยประสานในการนำค่าไฟฟ้าส่วนต่างมาชำระคืนให้กับ ESCO Fund จนครบหมด
โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก และประเทศไทยจะได้ประโยชน์หากมีการนำโครงการนี้ไปขยายผลเพื่อนำไปใช้กับสถานที่ราชการทั้งหมด และอาจรวมถึงสถานที่ของเอกชนด้วย เพราะจะช่วยประเทศไทยประหยัดพลังงานได้มาก โดยไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มมาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ที่มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าถึง 30% ของทั้งหมด ซึ่งใช้มากกว่า ภาคเหนือที่ใช้ 8% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ใช้ 10% และภาคใต้ที่ใช้ 9% รวมกัน 3 ภาคแล้วใช้เพียง 27% ที่เหลืออีก 43% เป็นของภาคกลางและปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ ที่มีจังหวัดที่ทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายจังหวัด เช่น สมุทรปราการ ระยอง ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ
ดังนั้น จึงอยากให้ใช้วิกฤตพลังงานที่เกิดจากการซ่อมท่อก๊าซของประเทศเมียนมาร์นี้ มาเป็นโอกาสให้คนไทยทั้งประเทศได้รู้จักการประหยัดพลังงาน เพื่อไทยจะได้มีพลังงานใช้ในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองไปอีกนานๆ







