
ไทยไม่เที่ยวไทย
คุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ เจ้าของคอลัมน์เงินต่อเงิน ฝากงานไว้กับดิฉัน 1 สัปดาห์ เนื่องจากท่านติดภารกิจด่วนของครอบครัว จึงขอเว้นวรรคข้อเขียนในสัปดาห์นี้ ดิฉันจึงต้องเข้าประจำการแทนไปก่อน
คุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ เจ้าของคอลัมน์เงินต่อเงิน ฝากงานไว้กับดิฉัน 1 สัปดาห์ เนื่องจากท่านติดภารกิจด่วนของครอบครัว จึงขอเว้นวรรคข้อเขียนในสัปดาห์นี้ ดิฉันจึงต้องเข้าประจำการแทนไปก่อน
ดิฉันเพิ่งกลับมาจากการเดินทางไปดู OVOP (One Village One Product) กับธนาคารออมสิน ที่เมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นแบบที่รัฐบาลทักษิณนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปในบ้านเราเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว
จนถึงวันนี้ผลิตภัณฑ์โอท็อปของเราก็ล้มลุกคลุกคลาน มีทั้งที่ทำแล้วรุ่งและทำแล้วร่วง แต่วันนี้ดิฉันไม่ได้จะพูดถึงผลิตภัณฑ์โอท็อป แต่จะพูดถึงนักท่องเที่ยวไทยที่แห่ออกไปเที่ยวต่างประเทศกัน เพราะค่าเงินบาทแข็งค่า
จากสถิติที่ไปติดตามมาพบว่า ปริมาณคนไทยที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ปีที่แล้วเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1520% จากยอดสะสมปีละ 6 ล้านคน นำเงินออกไปใช้จ่ายช็อปปิ้งปีละไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท
การที่คนไทยจะไปเที่ยวนอก ไม่ใช่ความผิดหรือจะมาต่อว่าต่อขานแต่อย่างใด เพราะนี่เป็นสิทธิส่วนบุคคล จำนวนคนไทย 65 ล้านคน มีออกไปเที่ยวต่างประเทศแค่ปีละเท่านี้ ถือว่าเล็กน้อยมาก
แต่ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนถึง ก็เพราะการที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้ราคาทัวร์ไปประเทศเหล่านี้ถูกลงเมื่อเทียบเป็นเงินบาท การตัดสินใจไปเที่ยวต่างประเทศสำหรับคนที่มีกำลังซื้อก็ไม่ต้องคิดนาน
แถมขณะนี้มีทัวร์เงินผ่อนที่จับคู่ให้บริการกับบัตรเครดิต เที่ยวก่อนผ่อนทีหลังได้ ยิ่งทำให้การท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นแบบไปกันใหญ่
ประเทศที่ติดอันดับทัวร์ไทยออกไปมากที่สุดในขณะนี้ ไม่ใช่ยุโรป หรืออเมริกา แต่เป็นญี่ปุ่นและพม่า ที่คนนิยมไปทัวร์ไหว้พระกัน เนื่องจากมีวัดและมีพระธาตุ มีเจดีย์ชเวดากอง เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมไปไหว้พระขอพร
ราคาทัวร์ 2 ประเทศนี้ เริ่มต้นอยู่ที่ 3.5 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่พัก ส่วนทางยุโรปราคาทัวร์ก็ตกหัวละประมาณ 7 หมื่นบาท ซึ่งเป็นราคาเดิมตั้งแต่เศรษฐกิจตกต่ำ ก็ยังไม่มีการปรับราคา
นอกจากนี้ ประเทศที่เคยเข้มงวดกับการออกวีซ่านักท่องเที่ยวก็ผ่อนคลายกฎระเบียบลงบ้าง เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว จับจ่ายใช้สอยเงินในประเทศมากขึ้น
คนไทยได้รับฉายาว่า ชาตินักช็อป ไปเที่ยวไหนต้องซื้อของ ถ้าไม่ได้ละลายทรัพย์จะหงุดหงิดเป็นอย่างมาก เมื่อคราวที่ไปญี่ปุ่นนี้ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าคนไทยแห่ไปซื้อกาแฟแม็กซิม ช็อกโกแลตชาเขียวยี่ห้อคิทแคท ซื้อโฟมล้างหน้าชิเซโด้ แบบเข้าร้านไหน กวาดซื้อของ 23 อย่างนี้จนเกลี้ยงทุกร้าน
ดิฉันรู้จักผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิดนี้ดีเพราะเคยใช้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือของเลิศเลอ คุณภาพสุดวิเศษที่จะต้องซื้อให้ได้ มีของอีกมากมายหลายอย่างในญี่ปุ่นที่ดีกว่าแห่ไปซื้อกันนี่อีกมากมายหลายอย่าง
เห็นแล้วก็อดคิดถึงประเทศไทยไม่ได้ สิ่งที่ได้จากการไปทัวร์ ดิฉันเห็นความล้มเหลวของการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้คนไทยเที่ยวไทย เคยเห็นรัฐบาลเร่งรัดแคมเปญอยู่เป็นช่วงๆ แต่ในที่สุดแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
การส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศนั้น เป็นการหมุนเวียนเงินให้อยู่ในประเทศ และเศรษฐกิจก็จะเติบโตได้ดี มีการจ้างงาน ดิฉันเชื่อว่าคนไทยพร้อมที่จะเที่ยวไทย หากมีความสะดวกสบายและไม่ถูกขูดราคาแพงมากจนไปเที่ยวบางสถานที่แพงกว่าไปเที่ยวฮ่องกงหรือสิงคโปร์เสียอีก
เงิน 3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศนั้น หากนำมาหมุนในประเทศ อาจจะสร้างจีดีพีให้ได้ 0.50.75% เลยทีเดียว
เชื่อว่าประเทศไทยมีจุดแข็งสำหรับการท่องเที่ยวคือ อาหารไทย ส่วนสินค้าอะไรที่ต่างชาติมาแล้วต้องซื้อให้ได้ แบบที่คนไทยต้องไปซื้อนาฬิกาที่สวิตเซอร์แลนด์ ไปซื้อหลุยส์วิตตองที่ฝรั่งเศส ซื้อปราดาที่อิตาลี เป็นต้น ดิฉันก็ยังนึกไม่ออก
ที่นึกออกได้มีแค่ จิม ทอมป์สัน เสื้อยืดสกรีนตรากระทิงแดง เบียร์ช้าง กางเกงมวยไทย อะไรอย่างนี้ แต่ไม่มีแบรนด์อะไรที่ดังฮิตติดตลาดจริงๆ
ดิฉันอยากเห็นทัวร์ต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้วกวาดซื้อของจนหมดชั้นสินค้า เหมือนอย่างคนไทยไปแห่ซื้อบ้าง จะดีไม่น้อย นั่นเท่ากับว่าสินค้าเราฮอตฮิตติดตลาดต่างชาติกับเขาบ้างเหมือนกัน
นี่อาจเป็นการยกระดับตราสินค้าของคนไทยให้ดังไปทั่วโลกอย่างเขาบ้าง อย่าพูดถึงกระทิงแดง หรือซีพี ที่โกอินเตอร์ไปจนกู่ไม่กลับ แต่อยากให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ต้องมาก แค่ 23 ยี่ห้อ ดิฉันก็ดีใจมากแล้ว
สินค้าไทยมีศักยภาพและคุณภาพที่จะโกอินเตอร์ได้อีกหลายชนิด แต่การสร้างตราสินค้าของเราทำไม่เก่ง คนที่ออกไปเปิดสาขาต่างประเทศได้เอง ส่วนใหญ่เอกชนก็ไปกันเองทั้งนั้น รัฐบาลช่วยเหลือน้อยมาก







