
โครงสร้างใหม่สาธารณสุขเปิดทางยึดอำนาจตระกูล ส.
การรุกคืบเพื่อรวบอำนาจในระบบสุขภาพโดยฝ่ายการเมืองเป็นไปอย่างมีจังหวะ
การรุกคืบเพื่อรวบอำนาจในระบบสุขภาพโดยฝ่ายการเมืองเป็นไปอย่างมีจังหวะ
นโยบายปรับโครงสร้างหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ซึ่งได้รับแรงหนุนสำคัญจาก นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. เร้าให้ฉุกคิด
คำถามคือมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่
นั่นเพราะโครงสร้างใหม่ที่จะเริ่มใช้ในเดือน พ.ค.นี้ ไม่เพียงแต่ปฏิรูปหน่วยงานสังกัด สธ.เท่านั้น แต่กลับครอบคลุมการทำงานองค์กรอิสระด้านสุขภาพที่ก่อนหน้านี้ถูกแยกอำนาจออกมาจาก สธ. ด้วย
คำถามที่ตามมา ... นี่เป็นความพยายามรวบอำนาจเก่าคืนต้นสังกัดหรือไม่
เริ่มตั้งแต่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีการเพิ่มตำแหน่งรองเลขาธิการขึ้นจากเดิมอีก 2 อัตรา หนึ่งคือ นพ.อรรถสิทธิ์ กาญจนสินิทธ์ อดีต สส.อุดรธานี พรรคไทยรักไทย อีกหนึ่งคือ นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ อดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สปสช. ซึ่งมีฝ่ายการเมืองสนับสนุน
เกิดข้อวิพากษ์ถึงความคลุมเครือในสายสัมพันธ์
ถัดมาไม่นานมีคำสั่งลดทอนอำนาจการเบิกจ่ายเงินของ “ผู้อำนวยการสำนัก” ใน สปสช. ขึ้นอีกฉบับ
เดิมทีผู้อำนวยการสำนักสามารถอนุมัติเงินและการพัสดุ ได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ปัจจุบันถูกจำกัดให้เหลือเพียง 1 หมื่นบาท หากเกิน 1 หมื่นบาท รองเลขาธิการ ซึ่งเลขาธิการได้ให้อำนาจไว้จะเป็นผู้อนุมัติ
แหล่งข่าว สปสช. อธิบายว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างตามปกติเพื่อแก้ปัญหาเรื่องวิจารณญาณของผู้อำนวยการเขตในการเลือกอนุมัติที่แตกต่างกัน ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเคยทักท้วง
ทว่า ข้อกังขาเรื่องการรวมศูนย์เบิกจ่ายไว้กับบุคคลที่ฝ่ายการเมืองวางไว้ยังคงมีอยู่
ขณะที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ล่าสุดก็ถูกลดทอนอำนาจลงเช่นกัน เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา สธ. มีนโยบายปรับเปลี่ยนภารกิจ สพฉ. โดยลดบทบาทลงเหลือเพียงการทำหน้าที่ดูแลมาตรฐาน ติดตาม ควบคุมและบังคับใช้ พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเท่านั้น
ขณะที่อำนาจเดิม อาทิ การสั่งการรถพยาบาล การเปิดสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 รวมถึงการประสานเครือข่ายอาสาและมูลนิธิ และการจัดการภัยพิบัติ สธ. จะเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมด
พร้อมกันนี้ เตรียมจะถอดตรา สพฉ. ออก และเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ของ สธ. แทน
ที่ผ่านมา สพฉ. ทำงานมีประสิทธิภาพ วัดผลจากการให้บริการสิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉิน เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง และอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554
สังคมจึงเพรียกหาคำอธิบายที่มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจทางนโยบายในครั้งนี้
นอกจากนี้ นพ.ประดิษฐ ยังมีนโยบาย “จัดกลุ่มบริหาร” โดยดึงหน่วยงานสังกัด สธ. และองค์กรอิสระด้านสุขภาพ ที่มีภารกิจคล้ายคลึงกันมาจัดเป็นกลุ่มเพื่อบริหารร่วม มีรองปลัด สธ. ดูแล
น่าจับตาที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งถูกมัดรวมไว้กับกรมควบคุมโรคและกรมอนามัย
นี่เป็นการคุมทิศทางโดย สธ. ภายใต้คำสั่งการเมืองหรือไม่ นั่นเพราะ สสส. เป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่หลายฝ่ายจับจ้อง
ด้านสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ก็มีคนใกล้ชิด นพ.ประดิษฐ อย่าง นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เข้ามาเป็นผู้อำนวยการคนใหม่
ล่าสุด นพ.ประดิษฐ ยังจะตั้งคณะกรรมการพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) มากำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การสาธารณสุขของประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
ทั้งๆ ที่ขณะนี้มีคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งมีโครงสร้างในลักษณะเดียวกันทำหน้าที่ครอบคลุมกว่า เพราะมีภาควิชาการ ประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว
การตั้ง คสช. ขึ้นมาใหม่จึงทั้งซ้ำซ้อนและไม่ก่อประโยชน์ต่อการบริหารงานภาพรวม
ประเมินกันว่า อนาคตอันใกล้สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) จะประสบชะตากรรมในลักษณะเดียวกัน ด้วยเป็นหน่วยงานหลักใช้การันตีมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ก่อนเข้าสู่เมดิคัลฮับเต็มรูปแบบ
ทั้งหมดคือข้อกังขาที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด







