posttoday
คิดจะขึ้นดอกเบี้ยนั้น...ง่าย แต่ทำยาก

คิดจะขึ้นดอกเบี้ยนั้น...ง่าย แต่ทำยาก

05 เมษายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

แม้ว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพนโยบายการเงิน จะออกมาส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นดีวันดีคืน

ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาดีหนึ่งประเภทหนึ่ง เงินทุนต่างชาติทยอยไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น

ถือเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้น

พวกเขาจึงพยายามส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม หาทางรับมือกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นในเร็วๆ นี้

ทิศทางอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศในระยะต่อไปจะเป็นขาขึ้น ซึ่งรอเพียงจังหวะที่เหมาะสมในการปรับ และล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ส่งสัญญาณไปแล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ

และเชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ทำให้นักเศรษฐกิจบริษัทหลักทรัพย์ มีการประเมินกันว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 21 เม.ย.นี้ ที่ประชุมคงได้พิจารณาจากข้อมูลปัจจัยต่างๆ ประกอบ ก่อนตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแน่นอน

หลังจากที่ประชุม กนง. ตัดสินใจขึงพืดดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.25% มายาวนานถึง 7 ครั้ง

หากพิเคราะห์กันอย่างจริงๆ จังๆ โดยอาศัยฐานข้อมูลต่างๆ มาสนับสนุนแล้วไซร้ การคิดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายการเงินนั้น “ง่าย”

แต่การกระทำหรือการตัดสินใจในเชิงนโยบายนั้นถือว่า “ยาก”

เพราะในภาวะเช่นปัจจุบันนี้แม้หน่วยงานเศรษฐกิจจะพยายามการันตีว่า ดีขึ้น

แต่พ่อค้า แม่ค้า คนที่ทำมาค้าขายซื้อมาขายไป นักอุตสาหกรรม ต่างพูดในทำนองเดียวกันว่า เศรษฐกิจค่อนข้างฝืดเคืองอย่างมาก

การค้าการขายชะงักงัน กำลังซื้อหดหายไปกว่าครึ่ง...

ถ้าไม่มีการขายสินค้าที่ลดราคาลงมา 5070% ไม่มีทางว่า จะขายสินค้าออกไปได้

บางแห่งลดราคาแล้ว แต่ก็ยังขายของไม่ออก

สถานการณ์เช่นนี้ การขึ้นดอกเบี้ยมีแต่ซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจในประเทศให้มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อย่าลืมว่า ดอกเบี้ยนั้นคือต้นทุนตัวฉกาจของนักลงทุน และประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ

รัฐขยับดอกเบี้ยแค่ 0.25% เงินในกระเป๋าและภาระของผู้ประกอบการไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่ 25 สตางค์ หากแต่เพิ่มขึ้นมาเป็นแสนเป็นล้านบาท

ยิ่งเมื่อผนวกกับภาวะความอึมครึมทางด้านการเมืองที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาขย่มมาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. จนถึงปัจจุบันและไม่มีวี่แววว่าจะมีทางออกอย่างไร

การคิดว่ารัฐจะขึ้นดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้เลิกคิดได้เลย

เพราะถ้าขึ้นในขณะนี้ ไม่เฉพาะภาคการท่องเที่ยว โรงแรมที่พังยับไปกับปรากฏการณ์แดงที่กระจายตัวทั้งแผ่นดินเท่านั้นที่หายใจไม่ทั่วท้อง

บรรดาผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ทั้งหลายต่างก็พากันหงายท้องแน่นอน

ขนาดนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ยอมรับว่า ไม่อยากเห็นดอกเบี้ยปรับขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังเปราะบาง ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

อย่างไรก็ดี ธนาคารคงตอบไม่ได้ ว่าดอกเบี้ยจะปรับขึ้น ช้าหรือเร็วเพียงใด เพราะธนาคารต้องรอฟังสัญญาณจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารคาดว่า กนง.คงปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยน่าจะปรับขึ้นแค่ 0.250.5%

“ที่เห็นดอกเบี้ยในตลาดตอนนี้ มีบางรายเสนอดอกเบี้ยถึง 45% แต่ต้องฝากยาว 57 ปี แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินเย็น” นางกรรณิกา กล่าว

แต่ถ้าพิเคราะห์จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อาจส่งผลให้มาตรการทางการเงินนำไปสู่การปรับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นนั้นมีหรือไม่

คำตอบชัดเจนว่ามี แต่จะเป็นเมื่อไหร่ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าช่วงเดือน มิ.ย. เป็นต้นไป

เพราะดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้นหรือไม่นั้น สิ่งที่เป็นสัญญาณดีที่สุดคือต้องดูว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวหรือเข้าสู่สภาวะปกติแล้วหรือยัง

หรือไม่ก็ต้องดูจากแนวโน้มเงินเฟ้อจะกระเตื้องขึ้นในอนาคตหรือไม่

แม้ในแง่ของการดำเนินนโยบายการเงิน การใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ จึงมีความจำเป็นน้อยลง ประกอบกับขณะนี้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบอยู่ประมาณ 2.8%

แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป ก็ถือว่าต่ำแค่ 3.7% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.3%

ข้อมูลนี้สะท้อนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะ 12 เดือนข้างหน้าว่า ยังมีค่อนข้างน้อย

ขณะที่ในไตรมาส 2/2553 อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.21.4% ซึ่งแม้ว่าสูงขึ้นจาก 0.4% ในไตรมาสแรก แต่ก็ยังเป็นระดับที่ไม่สูงกว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.25% มากนัก

ขณะที่ภาพรวมทิศทางเงินเฟ้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ก็น่าจะยังคงเป็นระดับที่ไม่สร้างแรงกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญนัก

แม้ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อมีโอกาสที่จะเร่งตัวขึ้นมาอีกในช่วงครึ่งหลังของปี

ดังนั้น ถ้าจะรักษาเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว การปรับขึ้นดอกเบี้ยต้องเป็นการทยอยปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ที่สำคัญต้องเลือกเงื่อนไขเวลา จังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความสมดุล

อย่าลืมว่าปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีอยู่ของไทยและสำคัญมากมี 3 ด้าน

หนึ่ง เศรษฐกิจโลกจะสามารถฟื้นตัวต่อเนื่องมากน้อยแล้วแค่ไหน

สอง ผลการดำเนินนโยบายกระตุ้นของภาครัฐโดยเฉพาะด้านการคลังจะสามารถปฏิบัติเป็นไปตามแผนหรือไม่อย่างไร

สาม สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน

ข้อพิเคราะห์ของนายอาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงน่าสนใจเพราะเขาเห็นว่า แม้ดอกเบี้ยมีแต่ปรับขึ้น แต่ถ้าดูจากตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้ ดอกเบี้ยน่าจะขึ้นปีนี้

หรือเร็วสุดต้องเป็นห้วงเดือน ส.ค. เป็นต้นไป

ดังนั้น ข้อวิเคราะห์ประเมินว่าในปีนี้จะเห็นดอกเบี้ยขึ้นมาอีก 0.75% นั้นเลิกคิดได้

อย่าว่าแต่ประชาชนเราๆ ท่านจะไม่ต้องการเห็น

แม้แต่ฝ่ายการเมืองที่บริหารประเทศอยู่ก็ไม่อยากให้ปรากฏขึ้น เพราะการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในยามหน้าสิ่วหน้าขวานมีแต่โดนด่ามากกว่าชื่นชม...

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ