
ปลูกต้นกฤษณา
ขณะนี้มีการปลูกและขยายพันธุ์กฤษณาจำนวนมากในพื้นที่ จ.จันทบุรี ระยอง ตราด และนครนายก โดยส่งออกกว่า 3,000 กิโลกรัม (กก.) กล้าไม้กฤษณาประมาณ 1 แสนตัน และผงขี้เลื่อยมากกว่า 1 แสน กก. โดยประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ประเทศแถบตะวันออกกลาง และจีนเพื่อไปทำธูปหอม ส่วนน้ำมันและชิ้นไม้จะนำเข้าไปเป็นส่วนผสมของยาสมุนไพรและกำยาน อย่างไรก็ตาม กฤษณา ยังเป็นของป่าหวงห้าม โดยให้ใช้สอยทั่วไปไม่เกิน 0.5 กก. เท่านั้น
ขณะนี้มีการปลูกและขยายพันธุ์กฤษณาจำนวนมากในพื้นที่ จ.จันทบุรี ระยอง ตราด และนครนายก โดยส่งออกกว่า 3,000 กิโลกรัม (กก.) กล้าไม้กฤษณาประมาณ 1 แสนตัน และผงขี้เลื่อยมากกว่า 1 แสน กก. โดยประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ประเทศแถบตะวันออกกลาง และจีนเพื่อไปทำธูปหอม ส่วนน้ำมันและชิ้นไม้จะนำเข้าไปเป็นส่วนผสมของยาสมุนไพรและกำยาน อย่างไรก็ตาม กฤษณา ยังเป็นของป่าหวงห้าม โดยให้ใช้สอยทั่วไปไม่เกิน 0.5 กก. เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ต้นกฤษณาที่ปลูกในโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ส.ค.1 น.ส.2 น.ส.5 และใบเหยียบย่ำ ไม่ต้องขออนุญาตหากโค่นย้าย แต่หากปลูกในนิคมสร้างตนเอง นิคมสหกรณ์ หนังสืออนุญาตทำประโยชน์ในเขตปรับปรุงป่าสงวน หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ต้องขออนุญาตก่อน โดยขณะนี้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกหนังสือรับรอง โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบในพื้นที่คอยอำนวยความสะดวก
นอกจากนี้ กฤษณาทุกชนิดยังอยู่ในบัญชีที่ 2 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) และเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีที่ 2 ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช ถ้าจะนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่าต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรก่อน ส่วนน้ำมันกฤษณาต้องแนบใบซื้อขายจากผู้ประกอบการ และสำเนาใบอนุญาตโรงงาน ขณะที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีกฤษณาเป็นส่วนผสม เช่น ยาอม ยาหอม ก้านธูป ต้องแสดงรายละเอียดที่ภาชนะ รวมถึงต้องขอหนังสืออนุญาตส่งออกพืชเช่นกัน







