
ฝากไว้...ด้วยความเป็นห่วง
จากกรณีที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยถึงการลงนามแสดงเจตนารมณ์พูดคุยเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้กับกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ที่ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2556 โดยแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า จะมีการพูดคุย เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และกำหนดรูปแบบ วิธีการพร้อมรายละเอียดต่างๆ ว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร
จากกรณีที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยถึงการลงนามแสดงเจตนารมณ์พูดคุยเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้กับกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ที่ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2556 โดยแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า จะมีการพูดคุย เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และกำหนดรูปแบบ วิธีการพร้อมรายละเอียดต่างๆ ว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แจ้งว่า การเจรจาทั้งหมดจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
กล่าวโดยสรุป นับได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับว่า เป็นนิมิตหมายอันดีสำรับทุกคน แม้ว่าจะเป็นเพียงความหวังเก่าๆ ที่นำมาพูดใหม่ เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และประชาชนทั้งประเทศ มีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งต้องติดตามในรายละเอียดของกรอบการพูดคุยและเจรจาที่ทาง สมช.อ้างว่า กำลังจะเกิดขึ้น ว่าจะมีรายละเอียดเป็นเช่นไร
คู่เจรจาที่ทาง สมช.ยืนยัน ว่า ตัวจริงเสียงจริง จะมีบารมีในการสั่งการได้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด
สำหรับห้วงเวลาที่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องรอคอย จะมากหรือน้อยไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า การลงนามเพื่อพูดคุยและเจรจาในครั้งนี้ จะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่เท่านั้นเอง
หากมั่นใจได้ว่า คู่เจรจาเป็นตัวจริงเสียงจริง จะมีผลลัพธ์ในทางบวกแน่นอนแม้ว่า ต้องใช้เวลาบ้าง ก็คงคุ้มค่ากับการลงทุนและทุกคนพร้อมที่จะรอ
แต่ก่อนวัวจะหายแล้วค่อยมาล้อมคอก ในฐานะที่เป็นคนในพื้นที่ ผมจึงใคร่ขอตั้งข้อสังเกต ป้องกันเหตุไว้ก่อนว่า...
ในกรณีที่คู่เจรจาเป็นตัวจริงเสียงจริง การลงนามในข้อตกลงต่อสาธารณชน (ในต่างประเทศ) อย่างนี้จะเป็นการยกระดับคู่กรณีให้มีฐานะเป็นที่ยอมรับต่อสังคมโลกหรือไม่อย่างไร
เพราะการเจรจาในลักษณะนี้ เท่ากับว่ารัฐ โดย สมช. ยอมรับการมีตัวตนขององค์กรนี้จริง (แม้ว่าตัวองค์กรจะมีอยู่จริงก็ตาม) ต่อประชาคมโลกหรือไม่อย่างไร?
หากใช่ ผลต่อเนื่องที่จะตามมาอาจจะทำให้ ปัญหาเดิมซึ่งเป็นปัญหาภายในของเราเอง จะไม่จำกัดอยู่แต่ภายในประเทศของเราอีกต่อไป แต่จะสุ่มเสี่ยงที่องค์กรระดับโลกต่างๆ จะเข้ามามีบทบาทและแทรกแซงกิจการภายในประเทศของเราได้ในอนาคต
การลงนามในข้อตกลงก่อนการเจรจาโดยไม่มีการกำหนดรายละเอียดหรือกรอบการเจรจาเบื้องต้นร่วมกันทั้ง 2 ฝ่ายจะเป็นอุปสรรคต่อกรอบการเจรจาที่แท้จริงในอนาคตหรือไม่ (เมื่อไม่มีกรอบการเจรจาแล้วจะบรรลุข้อตกลงอย่างไรเพราะแต่ละฝ่ายฯ จะมีข้ออ้างที่ จะบิดพลิ้ว สัญญาได้)
ข้อคำนึงประการหนึ่ง ที่จะต้องให้ความสำคัญคือ รายละเอียดข้อตกลงในการเจรจาจะต้องคำนึงถึง ความรู้สึกของครอบครัวผู้บริสุทธิ์และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับผลกระทบหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ควรให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ให้มากที่สุด หรืออย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุ
ก่อนเริ่มการเจรจากับทุกกลุ่ม (หากมีหลายกลุ่ม) จะรัฐจะต้องมั่นใจว่า คู่เจรจาเป็นระดับที่มีบทบาทมีบารมีพอที่จะสั่งการได้
และควรรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนของคนในพื้นที่ หรือให้คนในพื้นที่ได้มามีส่วนร่วมในการวางแผนเพื่อนำมาเป็นกรอบแนวคิดการเจรจา วิธีการที่ดีที่สุดและเกิดผลกระทบน้อยที่สุด จะได้เป็นการดำเนินการแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง
การเจรจาในข้อตกลง และรายละเอียดของสัญญาต่างๆ จะต้องโปร่งใสชัดเจน พร้อมที่จะเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ (ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่เป็นความลับของทางราชการ) และจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนของพรรคการเมือง นักการเมืองหรือของบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งในและนอกประเทศ
การตกลง (ว่าจะเจรจา) ในครั้งนี้ ได้รับการเห็นชอบและยอมรับ จากฝ่ายความมั่นคง กองทัพ ประชาชน (โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ) และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่หรือไม่เพียงใด เนื่องจากบางกลุ่มโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง จะเป็นหน่วยงานหลักในการให้การสนับสนุน ให้การเจรจาบรรลุผล ซึ่งหากสามารถทำได้สำเร็จ ก็จะก่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนต่อไป
การลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าสู่กระบวนการสันติภาพครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี แต่ผิดปกติของการเจรจาสันติภาพโดยทั่วไป เพราะมีการประโคมข่าวใหญ่โต เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างไม่รอบคอบ
ในฐานะที่เป็นคนในพื้นที่ และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบโดยตรง รู้สึกยินดีกับรูปแบบใหม่ของการแก้ปัญหา แม้ว่าจะคาดเดาผลข้างหน้าไม่ได้ว่า จะเป็นอย่างไร แต่หากเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่บริสุทธิ์ต่อคนในพื้นที่ ต่อคนไทยทั้งประเทศ ต่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นสัญญาณที่ดี เป็นสันติวิธีที่ควรแก่การส่งเสริมสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้
หากดำเนินการไปแล้ว จะมีอุปสรรคและปัญหาอยู่บ้าง ก็ให้นับว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาระดับชาติ
ผมขอวิงวอนรัฐบาล และนักการเมืองทั้งหลายให้แยกปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกจากการเมืองระดับประเทศ และขอความกรุณาอย่านำมาเป็นประเด็นทางการเมืองหรือเพื่อต่อสู้ทางการเมือง
เพราะจะยิ่งทับถมทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม







