posttoday
ศาลมีนบุรียกฟ้องคดีสนธิหมิ่นทักษิณ

ศาลมีนบุรียกฟ้องคดีสนธิหมิ่นทักษิณ

28 กุมภาพันธ์ 2556

ศาลมีนบุรียกฟ้องทักษิณกล่าวหาสนธิหมิ่นฯกรณีปฏิญญา28มี.ค.51 ชี้จำเลยติชมด้วยความเป็นธรรม

ศาลมีนบุรียกฟ้องทักษิณกล่าวหาสนธิหมิ่นฯกรณีปฏิญญา28มี.ค.51 ชี้จำเลยติชมด้วยความเป็นธรรม

ที่ศาลจังหวัดจังหวัดมีนบุรี ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ .3596/2551 ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โจทก์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน จำเลย ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ประกาศคำปฏิญญา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศาลอ่านคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกนำสืบว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกประกาศปฏิญญาร่วมกันตามเอกสารหมาย จ.5 เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาลซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 237 เพื่อหนีคดียุบพรรคพลังประชาชน

เนื่องจากคณะกรรมการบริหารพรรคบางคนถูกกล่าวหาว่าทุจริตการเลือกตั้ง และแก้ไขมาตรา 309 เพื่อลบล้างความผิดที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ตรวจสอบและชี้มูลความผิดของโจทก์และพวกพ้องไว้

การกล่าวคำปฏิญญาดังกล่าวเพื่อต้องการตักเตือนรัฐบาลนายสมัครไม่ให้เป็นหุ่นเชิดของโจทก์ เนื่องจากพฤติกรรมของโจทก์สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี โจทก์ได้ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง โดยหลอกลวงประชาชนว่าจะแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนให้หมดไปภายใน 6 ปี แต่ปัจจุบันความยากจนก็ไม่ได้หมดไป

แต่โจทก์กับพวกกลับร่ำรวยมากขึ้น ซึ่งการร่ำรวยของโจทก์และพวกพ้อง ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ของโจทก์ และพวกตกเป็นของแผ่นดิน ฐานร่ำรวยผิดปกติตามสำเนาคำพิพากษาหมาย ล.26 และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี ฐานกระทำต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.11 การใช้นโยบายปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างแข็งกร้าว

จากรายงานของวุฒิสภาปรากฏว่ามีผู้ถึงแก่ความตายจากนโยบายดังกล่าวประมาณ 2,600 คน มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนและพวกพ้องของโจทก์ โดยประชาชนไม่สามารถเข้าซื้อหุ้นได้ เช่น การแปรรูป ปตท. 800 ล้านหุ้น ราคาเริ่มต้นที่หุ้นละ 35 บาท โดยใช้เวลาขายเพียง 1 นาที หลังจากแปรรูปราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 200 บาท ถึง 300 บาท

ภายหลังที่โจทก์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ตรวจสอบพบการทุจริตของโจทก์และพวกพ้องหลายโครงการตามเอกสารของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เอกสารหมาย ล.12 คำว่า “จำแลงแปลงกายเป็นหลายรูปแบบนั้น” มีความหมายว่า ในขณะนั้นแม้โจทก์จะไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่โจทก์ได้สร้างเครือข่ายโดยนำพรรคพวกขึ้นมาบริหารประเทศซึ่งเรียกว่านอมินี หรือตัวแทน และยังคงบริหารประเทศด้วยการนำนโยบายประชานิยมมาใช้เช่นเดียวกับโจทก์

ข้อนำสืบของจำเลยทั้งหกแสดงให้เห็นว่า สมัยที่โจทก์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โจทก์บริหารประเทศไม่โปร่งใส มีการทุจริตคอร์รัปชัน มีการออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องทำให้โจทก์และพวกร่ำรวยยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองริบทรัพย์สินของโจทก์กับพวกฐานร่ำรวยผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.26 แม้โจทก์จะไม่ยอมรับคำพิพากษาดังกล่าวแต่ก็แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีพฤติกรรมบริหารประเทศส่อไปในทางไม่สุจริตจริง สำหรับข้อความที่กล่าวหาโจทก์ว่ากดขี่ ข่มเหง และเข่นฆ่าประชาชนนั้น สืบเนื่องจากนโยบายปราบปรามยาเสพติดของโจทก์ที่แข็งกร้าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจากนโยบายดังกล่าวถึง 2,600 คน

ส่วนข้อความที่กล่าวหาว่าโจทก์ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ก็ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งหกว่า ภายหลังจากโจทก์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โจทก์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแขนงต่อเนื่องว่า “ตนเองเป็นภัยคุกคามชนชั้นสูง” และยังให้สัมภาษณ์ต่อไปว่า “บรรดาชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์ทั้งหลาย เชื่อถือในทุกสิ่ง ยกเว้นประชาธิปไตย” ตามสำเนาหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 24 ตุลาคม 2551 เอกสารหมาย ล.8

พฤติกรรมของโจทก์ดังกล่าวย่อมทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังแสดงออกอย่างต่อเนื่องว่าเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการสนับสนุนคนที่มีความใกล้ชิดกับตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี การตั้งรัฐมนตรี ข้าราชการในระดับสูงด้วย พฤติกรรมของโจทก์ย่อมทำให้ประชาชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าโจทก์อยู่เบื้องหลังการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกับโจทก์ และไม่เห็นด้วยกับนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์
       
การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นำเอาจุดบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์มาวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะโจทก์เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีย่อมเป็นบุคคลสาธารณะ อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ เป็นการป้องกันส่วนได้เสียของตนตามคลองธรรม ในฐานะประชาชนชาวไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำหรือพฤติกรรมของรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้น และเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีความผิด จำเลยที่ 5 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ย่อมไม่มีความผิดด้วย พิพากษายกฟ้อง

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน