
เลือกผู้ว่าอย่างไรให้ตรงงาน?
กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในปัจจุบันไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงแค่เมืองหลวงของประเทศไทยเท่านั้น แต่ กทม.ยังเป็นเมืองทางเศรษฐกิจ เมืองท่องเที่ยว และเมืองที่อยู่อาศัย ที่สำคัญในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ กทม.จะกลายเป็นศูนย์กลางและลมหายใจของอาเซียน (ASEAN) ฉะนั้นหากจะย้อนกลับมามองถึงบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กทม.แล้ว บทบาทของ กทม.ก็จะต้องเปลี่ยนไปจากการทำหน้าที่เพียงผู้จัดบริการสาธารณะในพื้นที่มาสู่การทำหน้าที่ที่หลากหลาย (Multi Function) เพื่อให้สอดคล้องและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นรวมทั้งความคาดหวังของประเทศไทย
กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในปัจจุบันไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงแค่เมืองหลวงของประเทศไทยเท่านั้น แต่ กทม.ยังเป็นเมืองทางเศรษฐกิจ เมืองท่องเที่ยว และเมืองที่อยู่อาศัย ที่สำคัญในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ กทม.จะกลายเป็นศูนย์กลางและลมหายใจของอาเซียน (ASEAN) ฉะนั้นหากจะย้อนกลับมามองถึงบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กทม.แล้ว บทบาทของ กทม.ก็จะต้องเปลี่ยนไปจากการทำหน้าที่เพียงผู้จัดบริการสาธารณะในพื้นที่มาสู่การทำหน้าที่ที่หลากหลาย (Multi Function) เพื่อให้สอดคล้องและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นรวมทั้งความคาดหวังของประเทศไทย
ภายหลังจากมีการตรา พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 มีผลให้ กทม.มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น และนับจากเวลานั้นมาถึงปัจจุบันเป็นเวลารวมกว่า 37 ปี เรียกได้ว่าการบริหารราชการภายในของ กทม.เป็นไปอย่างมีระบบ และเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการมีโครงสร้างสำนัก ส่วน กอง และฝ่ายต่างๆ ที่ทำหน้าที่อย่างเป็นระบบ สำนักงานเขตที่สามารถจัดบริการและอำนวยความสะดวกให้แก่คน กทม.ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งงานประจำอื่นๆ ที่ กทม.สามารถจัดบริการได้ด้วยความเป็นเลิศ ฉะนั้น ในวันนี้ กทม.จึงต้องการ “ผู้นำ” ที่จะทำหน้าที่ที่มากกว่าการดูแลงานบริหารภายในของ กทม. ดังนั้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) จึงต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความคิดในเชิงยุทธศาสตร์ และมีความสามารถในการทำงาน “ร่วม”กับภาคส่วนอื่นๆ
ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการนำเมืองเป็นอย่างไร??? วิสัยทัศน์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหาร ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จึงต้องมีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารเมืองเป็นอย่างดี โดยการบริหารเมืองในที่นี้หมายถึงการบริหารเมืองมากกว่าการสร้างการเมืองที่มีลักษณะประชานิยม (Popularity) และผู้ว่าฯ กทม. จะต้องมีวิสัยทัศน์ที่เป็น “ระยะยาว” (Long Term) เนื่องจากหน้าที่และความรับผิดชอบรวมทั้งการทำงานในลักษณะที่เป็นงานประจำ (Routine) ซึ่ง กทม.ได้ดำเนินการเช่นนี้มานานแล้วจนการทำงานโดยข้าราชการของ กทม.เกิดความเข้มแข็งแล้ว ฉะนั้น ผู้ว่าฯ กทม.จึงไม่ต้องสนใจในเรื่องเหล่านี้มากนักแล้ว และควรมองไกล เช่น การกำหนดยุทธศาสตร์และการพัฒนา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเมือง การพัฒนาระบบขนส่งและระบบโครงข่ายถนนเชื่อมต่อกับพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง และการพัฒนา กทม.ให้เป็นศูนย์กลางอาเซียน เป็นต้น การมองและกำหนดวิสัยทัศน์ในระยะยาวจึงเป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. คนที่จะเป็นผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นคน “คิดก่อน” ไม่ใช่ “วิ่งตาม” ทั้งตามสถานการณ์และวิ่งตามปัญหาเพื่อแก้ปัญหา
การคิดเชิงยุทธศาสตร์คิดอย่างไร??? ผู้ว่าฯ กทม.ควรจะเป็นคนที่คิดยาว ทะลุกรอบ คิดนอกกรอบ (ไม่ติดกรอบระบบราชการมากเกินไป) และต้องมีความสามารถในการคาดการณ์ในสิ่งที่ กทม.ได้กำหนดไว้ในวิสัยทัศน์ของ กทม.ให้บรรลุ เช่น การกำหนดว่า กทม.จะต้องเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องเป็นผู้นำในการชวนภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันวิเคราะห์สภาพการณ์ต่างๆ ภายในของ กทม. ทั้งใน “ต้นทุน” ในด้านพื้นที่ ศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และ “โอกาส” ซึ่งเป็นบริบทและความเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณกับ กทม. รวมทั้ง “ภัยคุกคาม” และปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้ภาคีความร่วมมือเหล่านั้นได้ร่วมกันคิด วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รอบด้าน และสามารถปฏิบัติได้จริงเพื่อนำพา กทม.เป็นศูนย์กลางอาเซียน
การทำงาน “ร่วม” กับภาคส่วนอื่นๆ ต้องร่วมกับหน่วยงานไหน อย่างไร ?? แม้ว่าโครงสร้างการบริหารงานภายในของ กทม.จะมีความเข้มแข็ง เป็นระบบ แต่ในการทำงานปัจจุบันและอนาคตจำเป็นอย่างยิ่งที่ กทม.ต้องเน้นการมีส่วนร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ชุมชน ส่วนราชการ ภาคธุรกิจเอกชน รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในเขตพื้นที่ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง (Bangkok and Greater) การบริหารของ กทม.ควรจะปรับเปลี่ยนจากการทำงานตามระบบราชการให้เป็นการบริหารงานแบบ “หุ้นส่วน” โดยนำหลัก PPP (PublicPrivate Partnership) มาใช้ในการบริหารงาน และนอกจากนี้ด้วยลักษณะทางกายภาพของ กทม.ซึ่งมีความหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านประชากร ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องเป็นผู้นำในการกำหนดความต้องการ และปัญหาของประชากรในแต่ละกลุ่มในพื้นที่ของ กทม.ให้ชัดเจน อาทิ การกำหนดปัญหา ความต้องการ และยุทธศาสตร์ในการทำงานร่วมกับคนจน คนชั้นกลาง และภาคธุรกิจ เป็นต้น
จากวันรับสมัครเลือกตั้ง จนมาถึงวันนี้ (ซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่วันก่อนวันเลือกตั้งแล้ว) ยังไม่มีผู้สมัครท่านใดที่ “กล้า” ที่จะเสนอหรือพูดถึงการปรับแก้กฎหมายของ กทม. เพราะด้วยเงื่อนไข ข้อจำกัดในทางกฎหมายของ กทม. หลายประการ ทำให้ กทม. ไม่สามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างคล่องตัว และการปรับแก้กฎหมายดังกล่าวก็จะนำมาสู่การเพิ่มบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กทม. การสร้างเอกภาพในการจัดบริการสาธารณะในเขต กทม. การเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะร่วมกับกทม. ในรูปแบบที่หลากหลายและเหมาะสม อาทิ การร่วมมือทำงานในลักษณะของ “สหการ” หรือ “องค์การมหาชน” หรืออาจเป็นรูปแบบอื่นๆ รวมทั้ง “ว่าที่” ผู้ว่าฯ กทม.จะต้อง “กล้า” ที่จะต่อสู้ทางความคิดและข้อเสนอของพรรคการเมืองและนักการเมืองบางกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานภายในของ กทม. จากโครงสร้างชั้นเดียวเป็นโครงสร้างแบบสองชั้น
ถ้าวันนี้ว่าที่ ผู้ว่าฯ กทม.กล้าที่จะ “เป็น” และกล้าที่จะ “เสนอ” จะเห็นว่าผู้ว่าฯ กทม.มีหน้าที่และภาระงานที่ท้าทายมากกว่าการอุ้มเด็ก ป้อนข้าวผู้สูงอายุ และล้างท่อ เพราะ “พ่อเมือง” กทม.จะต้องเป็นผู้ซึ่ง “มองไกล คิดเป็น เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม”







