
ทอง
จู่ๆ ราคาทองคำในตลาดโลกก็ดิ่งฮวบฮาบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำเอานักลงทุน และผู้เก็งกำไรทองคำในบ้านเราหวาดผวากันถ้วนหน้า
จู่ๆ ราคาทองคำในตลาดโลกก็ดิ่งฮวบฮาบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำเอานักลงทุน และผู้เก็งกำไรทองคำในบ้านเราหวาดผวากันถ้วนหน้า
นั่นเป็นเพราะความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในสหรัฐครับ ที่ทำให้ราคาทองคำในช่วงนี้ดูไม่แน่นอนนัก
ราคาทองคำจะขึ้นหรือลงนั้น หลักๆ แน่นอนว่าจะถูกควบคุมโดยภาวะเงินเฟ้อเป็นส่วนใหญ่ ถ้าหากเกิดความวิตกกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อขึ้น ส่วนใหญ่ราคาทองคำจะพุ่งสวนทาง เพราะตลาดกังวลว่าเงินจะด้อยค่าลง ทำให้นักลงทุนหันไปถือทองคำ เพราะเป็นหลักประกันที่ดีกว่า
นั่นจึงเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ จึงมีการคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะพุ่งพรวดในปีนี้ เพราะว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันนั้น มีแนวโน้มที่ชาติมหาอำนาจจะเดินหน้ามาตรการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในระยะยาว
อย่างสหรัฐ แน่นอนว่าได้ใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอยู่ เช่นเดียวกันกับญี่ปุ่นและยุโรปที่คาดว่าอาจจะใช้มาตรการกระตุ้นออกมาเช่นกัน
นั่นคือปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในช่วงก่อนหน้านี้ ยิ่งกระตุ้นมากยิ่งเกิดความวิตกต่ออัตราเงินเฟ้อมาก ราคาทองคำก็เลยพุ่งครับ
แต่จู่ๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยผลการประชุมชี้ชัดว่า เฟด อาจจะหยุดนโยบายกระตุ้นทางการเงินกลางคัน ถ้าหากตัวเลขการว่างงานปรับตัวดีขึ้นกว่าเดิม
นั่นส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำกันในทันที ส่งผลทำให้ราคาดิ่งลงทั่วโลกครับ
มีคนถามๆ กันมาว่า ราคาทองคำต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่าเดายาก เพราะสหรัฐเองก็ยังไม่แน่นอนในนโยบายเศรษฐกิจ ว่าจะใช้มาตรการคิวอียาวไปถึงปลายปี 2015 จริงหรือไม่นั่นแหละครับ
ยิ่งเมื่อวานนี้มีข่าวว่า บรรดากองทุนบริหารความเสี่ยง หรือเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขึ้นลงของทั้งราคาน้ำมัน ทองคำ และหุ้นในตลาดนั้น มีรายงานว่าเฮดจ์ฟันด์ได้ถอนการลงทุนออกจากตลาดทองคำเป็นจำนวนมากที่สุดตั้งแต่ปี 2007 ทีเดียว
นั่นก็เพราะว่านโยบายเศรษฐกิจในสหรัฐไม่แน่นอนนั่นเองครับ ซึ่งทำให้ตลาดทองคำในโลกจับทิศทางได้ยาก
นี่แหละครับ ราคาทองคำก็เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่เป็นตัววัดสภาพเศรษฐกิจของโลกได้เป็นอย่างดี
เงินในระบบเยอะ ทองคำจะแพงขึ้น เงินในระบบน้อย ราคาทองคำมักจะลงครับ







