
โรดโชว์เชื่อมั่นระวังลุมคอร์รัปชัน
เว้นวรรคการปฏิบัติหน้าที่ สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคเพื่อไทยในการช่วยผู้สมัครโกยคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
โดย...ชุษณ์วัฎ ตันวานิช
เว้นวรรคการปฏิบัติหน้าที่ สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคเพื่อไทยในการช่วยผู้สมัครโกยคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมาสวมหมวกนายกรัฐมนตรีเหินฟ้าสาธารณรัฐเกาหลีใต้ พ่วงด้วยเขตบริหารปกครองพิเศษฮ่องกง
แม้จุดมุ่งหมายหลักจะอยู่ที่การเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีหญิง มาดาม ปาร์กกึนเฮ แต่น่าสนใจที่ทริปนี้ ยิ่งลักษณ์ พ่วงการหารือเกี่ยวกับการลงทุนใน 2 โครงการบิ๊กของไทยเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งการเชิญประธานาธิบดีเกาหลีใต้ร่วมการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในไทย หลังบริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชัน (เค.วอเตอร์) ผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมดำเนินโครงการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัย 3.5 แสนล้านบาท
ไม่เท่านั้น ยิ่งลักษณ์ ยังบินต่อเข้าฮ่องกงตามคำเชิญของ เหลียงจุ้นอิง ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง พบปะผู้บริหารระดับสูงภาคธนาคารและการลงทุนและบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำของฮ่องกง เพื่อย้ำถึงโอกาสการลงทุนและศักยภาพการท่องเที่ยวในไทย ทั้งยังปูพรมจัดแผนโรดโชว์ให้มีการพบปะระหว่างผู้บริหารการเงินการคลังของไทยและนักลงทุนชาวต่างชาติในฮ่องกงอีกด้วย
เป้าหมายหลักคือ เพื่อให้นักลงทุนชั้นนำและนักการเงินต่างชาติเห็นความพร้อมของไทยในฐานะเป็นจุดเชื่อมในภูมิภาค ตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยกำลังเดินหน้าผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งยังค้างเติ่งรอชงเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติอยู่ในเวลานี้
ทริปเดียวแต่พีอาร์รวด 2 โปรเจกต์ยักษ์นั้น สะท้อนว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีหญิงกำลังเบนเข็มสุดตัวทุ่มสรรพกำลังกับการเดินหน้าผลักดันการวางโครงสร้างพื้นฐานประเทศผ่าน 2 งบประมาณก้อนยักษ์ 3.5 แสนล้านบาท และ 2.2 ล้านล้านบาท ที่ระยะเวลาโครงการล้วนคาบเกี่ยวพ้นเทอมรัฐบาล เป็นนัยส่งสัญญาณว่าอายุขัยของรัฐบาลเพื่อไทยวางเป้าอยู่ครบ 8 ปี 2 เทอมเป็นที่แน่นอน
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกใจที่ ยิ่งลักษณ์ ยังแน่วแน่ในยุทธศาสตร์ลอยตัวไม่ตอบโต้สาดโคลนไปมาทางการเมืองไม่ลอยเปล่าแถมยัง “แช่แข็ง” ประเด็นที่ล่อเป้าเรียกม็อบฝ่ายตรงข้ามทั้ง ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง แก้ไขรัฐธรรมนูญ และการนิรโทษกรรมประชาชนในเรือนจำ
แต่ใช่ว่าหลบไฟการเมืองแล้ว หนทางบริหารเงินกู้จะปลอดโปร่งโล่งมรสุม เนื่องจากสองโครงการข้างต้นใช้งบมหาศาลกระจายงบประมาณลงสู่หลายภาคส่วนของประเทศซึ่งหลายฝ่ายกำลังตั้งข้อกังวลถึงสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันภายในประเทศที่ทวีระดับความรุนแรงสูงขึ้น โดยรายงานจากสื่อต่างชาติเองยังระบุว่าเงินใต้โต๊ะที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อขายโครงการนั้นพุ่งขึ้นจาก 510% ถึง 3035% รวมถึงภาคเอกชนจำนวนมากยังยอมรับว่าต้องจ่ายเงินสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง หากอยากได้สัญญาจากรัฐบาล
กรณีนี้ยังไม่นับรวมการเอื้อผลประโยชน์ให้บรรดาพี่น้องวงศาคณาญาติของนักการเมืองระดับบิ๊ก ที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านเคยมีการโจมตีว่าแกนนำนักการเมืองชื่อดังฟากรัฐบาลคว้าหัวคิวในโครงการฟื้นฟูน้ำท่วมถึง 30% จึงมีการตั้งคำถามว่าหากงบสองก้อน 3.5 แสนล้านบาทและ 2.2 ล้านล้านบาทมีการเบิกจ่ายในโครงการที่ต้องอาศัยการประมูลว่าจ้างบริษัทเครือข่ายในประเทศ จะมีเปอร์เซ็นต์จากหัวคิวสูงขนาดไหน!
แม้ขณะนี้จะมีแรงตื่นตัวลุกมาท่องคาถาต่อต้านคอร์รัปชันให้เห็นบ้างเเล้วจากกระทรวงคมนาคมที่เป็นกระทรวงหลักในการบริหารจัดการงบถึง 99% จาก 2.2 ล้านล้านบาท เนื่องจากเต็มไปด้วยโครงการโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางบก น้ำ ราง อากาศ โดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ได้หารือร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทยหามาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการประมูลงานโครงสร้างดังกล่าว
ผลการหารือคลอดเป็น 4 มาตรการ คือ 1.การผลักดันการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ 2.ให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างและประมูลงานต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมลงนามในข้อตกลงคุณธรรมว่าจะไม่มีการทุจริตในทุกขั้นตอนของโครงการ 3.ตั้งผู้แทนจากองค์กรร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอนของทุกโครงการ และ4.เชิญตัวแทนขององค์กรเป็นคณะกรรมการศูนย์ต่อต้านคอร์รัปชันของกระทรวง
ถึงกระนั้น ต้องจับตาว่า “วาระแห่งชาติ” ที่ท่องกันมาหลายยุคสมัยจะจับต้องเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะ “ข้อตกลงคุณธรรม” ที่คอนเซปต์ดูสวยหรูให้สองฝ่าย ทั้งส่วนราชการเจ้าของโครงการจัดซื้อจัดจ้างและเอกชนในฐานะผู้ประมูลเสนอราคาลงนามร่วมกันว่าไม่มีการติดสินบน รับเงินใต้โต๊ะ ส่วนมาตรการ กฎกติกาบังคับใช้ หรือลงโทษอย่างไรนั้น ต้องรอปลัดกระทรวงคมนาคมไปดูรายละเอียดอีกที
ถึงแนวคิดจะดูเพ้อฝันเป็นไปได้ยาก เเต่ต้องจับตาดูผลสุดท้ายว่ามาตรการต้านโกงจะคลอดออกมาจริงจังแค่ไหน หากถึงบทสรุปสะท้อนว่ารัฐบาลปล่อยให้มาตรการข้างต้นกลายเป็นเพียงพิธีกรรมซักฟอกงบ 2.2 ล้านล้านบาท ล้มเหลวซ้ำรอยกับการชี้แจงข้อมูลการทุจริตในสภาผู้แทนราษฎรที่ฝ่ายบริหารยังสอบไม่ผ่านในการตอบคำถามเรื่องความโปร่งใส
ถึงตอนนั้นบันไดที่ ยิ่งลักษณ์ ตระเตรียมไว้หนีไฟการเมืองอาจกลายเป็นหนทางนำรัฐบาลไปสู่ทางตันเสียเอง







