
เบิกกระหน่ำ…จ่ายกระจาย
ชำแหละกองทุนอดีต ‘สส.-สว.’ ความมั่งคั่งจากภาษีประชาชน
เบิกกระหน่ำ…จ่ายกระจาย
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ถึงจะไม่ค่อยเป็นข่าวครึกโครมเท่าไหรนักแต่ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์พอสมควรภายหลังวุฒิสภามีมติเสียงข้างมาก 49 ต่อ 27 เสียงเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตามขั้นตอนวุฒิสภาจะต้องส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบอีกครั้งก่อนดำเนินการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ต่อไป
ประเด็นที่ก่อให้เกิดคำถามมายังร่างกฎหมายฉบับนี้มีด้วยกัน 2 ประการสำคัญ คือ1.หลักความยุติธรรมของการให้อดีตสมาชิกรัฐสภาเข้าถึงสิทธิ และ 2.สิทธิที่อดีตสมาชิกรัฐสภาได้รับตามกฎหมายมีความเหมาะสมหรือไม่
ในเรื่องความยุติธรรมมีปัญหามาตรา 3 ว่าด้วยการกำหนดนิยามของคำว่า “ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ไว้เฉพาะอดีตสส.หรือสว.เท่านั้น เท่ากับว่า อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทุกสมัยที่มาจากระบบการแต่งตั้งไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ ส่งผลให้การประชุมวุฒิสภาระหว่างวันที่ 18-19 ก.พ. เดือดขึ้นมาทันที
“การทำหน้าที่ของสนช.ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 หลังจากมีการรัฐประหารเพื่อทำหน้าที่เป็นทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา” ข้อสังเกตส่วนหนึ่งจาก สมชาย แสวงการ สว.สรรหา ในระหว่างการประชุม
ไม่เพียงเท่านี้ การเขียนนิยามไว้อย่างกว้างตามมาตรา 3 จะมีผลให้เกิดภาระงบประมาณแผ่นดินค่อนข้างสูงตามมาด้วย เพราะอดีตสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะดำรงตำแหน่ง 1 วัน หรือ1 ปี ก็เข้าถึงสิทธิได้เหมือนกัน
ส่วนประเด็นสิทธิบางประการที่อดีตสมาชิกรัฐสภาได้รับไม่มีความเหมาะสมได้ปรากฏอยู่ในมาตรา 20 ที่กำหนดให้มีสิทธิได้รับเงินเพื่อช่วยการศึกษาของบุตรตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงปริญญาตรี ทั้งนี้มีสว.ขอให้เสนอโดยการตัดสิทธิดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินมากเกินไป แต่สุดท้ายไม่เป็นผล
เดิมทีกองทุนเพื่อช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภามีการดำเนินการมาตั้งแต่ 2543 แล้วภายใต้ระเบียบของรัฐสภาเพื่อให้คณะกรรมการขึ้นมาบริหาร มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลและครอบครัวในกรณีที่อดีตสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรมและค่าศึกษาของบุตร
ทั้งนี้กำหนดให้แหล่งรายได้หลักอยู่ 4 ช่องทาง ประกอบด้วย 1.เงินที่ได้รับจากงบประมาณประจำปี 2.ทรัพย์สินที่ได้รับบริจาค 3.หักเงินประจำตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภา 5%ต่อเดือน และ 4.เงินดอกผลของกองทุน
ตลอดกว่า 10 ปีนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกองทุนปี2543-2555 พบว่าใช้เงินไปแล้วทั้งสิ้น 33,313,954 บาท (ตามรายงานสำนักบริหารงานกลาง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร) แบ่งเป็น ค่าสงเคราะห์ครอบครัวอดีตสมาชิกรัฐสภาที่เสียชีวิตมากที่สุด 327 รายคิดเป็นเงิน 17,400,000 บาท รองลงมาเป็นค่ารักษาพยาบาล 1,727 คน จำนวน 14,386,954 บาท กรณีทุพพลภาพ 15 ราย 1,496,000 บาท และ ค่าพวงหรีดงานศพ 31 ราย 31,000 บาท ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค.2555 มียอดเงินคงเหลือทั้งสิ้น 22,142,886.77บาท
จากสถานะของกองทุนในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นอาจดูเหมือนว่ายังไม่ขาดสภาพคล่องมากนักเพราะผลการดำเนินงานยังอยู่ในแดนบวกอยู่ แต่เคยมีถึง 3 ปีที่กองทุนประสบภาวะขาดทุน ได้แก่ ปี 2548 ติดลบ3,800,095.68 บาท ปี2550 ติดลบ 2,915,626.88 บาท และปี 2553 ติดลบ 2,006,522.47 บาท
ด้วยเหตุนี้เองทำให้คณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ‘ไพจิต ศรีวรขาน’ สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน และ คณะสส.ประชาธิปัตย์นำโดย ‘ปรีชา มุสิกุล’ สส.กำแพงเพชร ได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายเพื่อรับรองสถานะของกองทุนและสิทธิที่อดีตสมาชิกรัฐสภาควรได้รับตามเดิมมีความมั่นคงมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าการให้กองทุนทำงานภายใต้ระเบียบของรัฐสภาไม่สะดวกต่อการรับการจัดสรรงบประมาณ
ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านวุฒิสภาไปจึงได้เพิ่มแหล่งรายได้อีก 1 ช่องทาง คือ เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (มาตรา 6) นอกจากนี้ยังเพิ่มช่วยความเหลืออดีตสส.และสว.ผ่านการจ่ายเงินกองทุนเลี้ยงชีพด้วย (มาตรา 5) โดยในส่วนเงินกองทุนเลี้ยงชีพที่จะได้นั้นกฎหมายกำหนดให้ต้องนำระยะเวลาการดำรงตำแหน่งมาคำนวณด้วย ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการต้องออกระเบียบเพื่อกำหนดสูตรในการจ่ายเงินส่วนนี้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ข้อครหาทั้งหมดมีคำชี้แจงจาก ดิเรก ถึงฝั่ง สว.นนทบุรีในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ ทีละข้อว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญ 2550บัญญัติให้สส.และสว.มีสถานะเป็นสมาชิกรัฐสภาเฉพาะ ดังนั้น หากใส่คำว่า “สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ลงไปในกฎหมายอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญได้
ประธานกมธ. อธิบายอีกว่า ส่วนการให้สิทธิอดีตสมาชิกรัฐสภาเท่ากันโดยไม่จำกัดระยะเวลาการทำหน้าที่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้รับรองให้บุคคลมีสมาชิกภาพสส.หรือสว.นับตั้งแต่ได้รับการเลือกตั้งหรือการสรรหา ทำให้ไม่สามารถแบ่งแยกได้ ส่วนการให้สิทธิเบิกค่าเล่าเรียนบุตรก็เพื่อต้องการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาบุคคลเพราะหากเป็นกรณีที่อดีตสมาชิกรัฐสภาบางคนที่ไม่มีธุรกิจหรือรายได้อื่นๆก็อาจมีปัญหาได้
“ในทางปฎิบัติไม่อาจแยกแยะได้ว่าใครรวยหรือจนเพื่อจัดประเภทของการรับสิทธิ จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้ครอบคลุมมากที่สุด” ดิเรก ชี้แจง
จากนี้ไปเป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยคิดว่ากฎหมายนี้มีความชอบธรรมหรือไม่ถ้าเทียบกับภาพลักษณ์ของรัฐสภาที่ผ่านมา







