posttoday
ดอกเบี้ยนโยบายกับดอกเบี้ยเก็บจริง

ดอกเบี้ยนโยบายกับดอกเบี้ยเก็บจริง

19 กุมภาพันธ์ 2556

กำลังเป็นที่จับตากันว่า ในวันที่ 20 ก.พ.ศกนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 2.75% หรือไม่

กำลังเป็นที่จับตากันว่า ในวันที่ 20 ก.พ.ศกนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 2.75% หรือไม่

ความจริงการพิจารณาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องปกติตามภารกิจของคณะกรรมการชุดนี้ ไม่มีอะไรที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ แต่เผอิญเที่ยวนี้รัฐมนตรีคลังเกิดส่งจดหมายถึงประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยให้เปิดอ่านให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินโดยตำแหน่ง และกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยอีกหลายคน ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงินทั้งที่เป็นโดยตำแหน่งและโดยได้รับแต่งตั้งเข้ามาเป็นกรรมการในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิว่า หากการดำเนินการต่างๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทยทำเป็นธนาคารแห่งประเทศไทยขาดทุนเพิ่มขึ้นจะต้องมีคนรับผิดชอบ การปรับดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จึงถูกจับตามองว่า คณะกรรมการจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาตามแรงกดดันของรัฐมนตรีคลังหรือไม่ เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยขาดทุนมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มาซื้อเงินดอลลาร์เก็บไว้เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าจนกระทบถึงการส่งสินค้าออกไปขายในต่างประเทศนั่นเอง

น่าเสียดายครับว่า หลังจากนี้ไปไม่ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดอัตราหรือไม่ จะถูกตีความว่า ถ้าไม่เป็นการปรับลดเพราะถูกกดดัน กลัวว่าตัวเองจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายหรือผลการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เป็นการแข็งข้อต่อรัฐมนตรีคลัง ดื้อดึงไม่คำนึงถึงผลกระทบจากการที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้สูงจนทำให้เกิดปัญหาเงินไหลเข้า กลายเป็นเรื่องการเมืองไปเหมือนๆ อีกหลายเรื่องในบ้านนี้เมืองนี้ แทนที่จะเป็นเรื่องทางวิชาการและการตัดสินใจอย่างมืออาชีพซึ่งเป็นที่ยอมรับ และสามารถใช้อ้างอิงได้ในเชิงธุรกิจ

ต้องคอยดูกันไปครับว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาหรือไม่ และจะให้เหตุผลอย่างใดในการตัดสินใจเช่นนั้น แต่ที่แน่ๆ คือการคาดคะเนว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะตัดสินใจอย่างไร จะยากขึ้นเพราะมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สมมติว่าผมเห็นว่าเหตุผลในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาเพื่อสกัดกั้นเงินไหลเข้า ชั่งน้ำหนักแล้วก้ำๆ กึ่งๆ กับความเสี่ยงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ ถ้าใจเสาะหน่อยผมอาจยอมปรับอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อไม่ให้ขัดใจฝ่ายการเมืองและหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อผลการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่รัฐมนตรีคลังส่งจดหมายเตือนผ่านมาทางคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

ในทางตรงกันข้าม ถ้าผมเป็นคนประเภทยอมหักไม่ยอมงอ ผมอาจไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยลง เพราะไม่อยากตัดสินใจภายใต้การกดดันของรัฐมนตรีก็ได้ พูดง่ายคือไม่ยอมปรับเพราะไม่ชอบวิธีการกดดันของรัฐมนตรี

เพราะฉะนั้น แทนที่ผมจะคาดคะเนผลการตัดสินใจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงินจากปัจจัยทางเศรษฐกิจล้วนๆ คือ การชั่งน้ำหนักความเสี่ยงจากการไหลเข้าของเงินร้อน ถ้าไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงกับความเสี่ยงว่าถ้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และเพิ่มระดับหนี้ครัวเรือนให้ทะยานสูงขึ้น ผมยังต้องทำความรู้จักกับคณะกรรมการเป็นรายบุคคลว่าแต่ละคนเป็นคนประเภทไหน สามารถรับแรงกดดันทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใดถึงจะพอทำนายทายทักได้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับเปลี่ยนหรือไม่ เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินให้สอดคล้องกับแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งจะถูกชี้นำโดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหมือนก่อนหน้านี้

นอกจากนั้น ไม่ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะพิจารณาให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้หรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความน่าเชื่อถือจะด้อยลงกว่าเดิม เพราะจะมีการตีความว่าเป็นการตัดสินใจโดยมีตัวแปรด้านการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์กันไปอีก เพราะประเทศนี้มีเรื่องให้วิพากษ์วิจารณ์วนๆ กันไปอยู่ไม่กี่เรื่อง โดยเฉพาะถ้าไม่มีละครทีวีดังๆ มาแบ่งความสนใจของผู้คนและสื่อก็ได้แค่ว่าผลการพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยจะออกบวกหรือออกลบในวันที่ 20 ก.พ.นี้

สำหรับท่านผู้อ่านคอลัมน์นี้ที่มีเงินฝากหรือมีสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ท่านไม่ต้องคอยวิตก วิจารณ์ข่าวเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ตั้งความหวังหรือกลัวว่า ถ้ามีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจะทำให้ท่านได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากน้อยลง หรือทำให้ท่านจ่ายดอกเบี้ยสินเชื่อน้อยลงในปีนี้หรอกนะ ผมเชื่อว่าไม่ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับลงหรือไม่ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจะไม่ลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือถ้าจะลดลงตามโดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝาก ก็ลดแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เฉพาะบางสถาบัน หลังจากนั้นก็จะแย่งชิงเงินฝากกันต่อไปและคิดดอกเบี้ยสินเชื่อท่านตามปกติ

สาเหตุเพราะสถาบันการเงินเขาไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยตามการชี้นำของอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น แต่เขายังต้องดูการแข่งขันกับคู่แข่งต้นทุนทางการเงิน ความสามารถในการหารายได้ การรักษาส่วนแบ่งตลาด และที่สำคัญคือการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงมีความจำเป็นต้องดำรงสภาพคล่องสูง

ผมเชื่อว่าไม่ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหรือไม่ ธนาคารพาณิชย์ยังต้องแข่งขันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกันต่อไป เพื่อแข่งชิงเงินฝากและปรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเมื่อต้นทุนสูงขึ้น อย่าหวังเลยครับว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจะลดลงเพราะดอกเบี้ยนโยบาย..

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ