posttoday
"พลวัตอันยืดหยุ่น" บริหารแนวใหม่รับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

"พลวัตอันยืดหยุ่น" บริหารแนวใหม่รับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

15 กุมภาพันธ์ 2556

Resilient Dynamism หรือ “พลวัตอันยืดหยุ่น” เป็นวาระหลักในเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 2327 ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา เป็นหัวข้อที่ดึงดูดความสนใจจากผู้เกี่ยวข้องกับงานทางด้านเศรษฐกิจอย่างคึกคัก เพราะประเด็นที่ว่านี้กำลังชี้อนาคตของเศรษฐกิจโลกว่าจะไปในทิศทางไหน ซึ่งความตั้งใจของผู้ประดิษฐ์ คำว่า “พลวัตอันยืดหยุ่น” นี้ จึงน่าจะมีความหมายว่า พลังและความมุ่งมั่นที่จะสร้างความแข็งแรงความสำเร็จให้เกิดขึ้น หลังจากประสบเหตุการณ์อันย่ำแย่

Resilient Dynamism หรือ “พลวัตอันยืดหยุ่น” เป็นวาระหลักในเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 2327 ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา เป็นหัวข้อที่ดึงดูดความสนใจจากผู้เกี่ยวข้องกับงานทางด้านเศรษฐกิจอย่างคึกคัก เพราะประเด็นที่ว่านี้กำลังชี้อนาคตของเศรษฐกิจโลกว่าจะไปในทิศทางไหน ซึ่งความตั้งใจของผู้ประดิษฐ์ คำว่า “พลวัตอันยืดหยุ่น” นี้ จึงน่าจะมีความหมายว่า พลังและความมุ่งมั่นที่จะสร้างความแข็งแรงความสำเร็จให้เกิดขึ้น หลังจากประสบเหตุการณ์อันย่ำแย่

เป็นปกติของทุกปีที่บุคคลชั้นนำของโลกทางเศรษฐกิจและการเมืองจะเข้าร่วมการประชุม WEF สำหรับปีนี้ผู้ร่วมประชุมส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจากนี้ไปน่าจะดีขึ้น แม้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากับยูโรโซนจะยังไม่ฟื้นก็ตาม

ก่อนการประชุม WEF ไม่นานนัก คริสตีน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประกาศการคาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนในปีนี้ ว่า จะติดลบ 0.2% อีกทั้งยังระบุด้วยว่า เศรษฐกิจยูโรโซนยังคงเปราะบางและขาดความเชื่อมั่น

บทเรียนจากวิกฤตการณ์ยูโรโซนและแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกา ทำให้ทั่วโลกได้เรียนรู้ถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เห็นได้จากกรณีที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในตะวันตกที่มีมายาวนานอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้แสดงอาการถดถอยลง โดยที่กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่าง BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) เข้ามามีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีนและอินเดีย

แต่วันเวลาที่ประชาคมโลกกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ BRICS ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น เวลานี้เศรษฐกิจ BRICS ก็เริ่มจะนิ่ง ขณะที่คลื่นลูกใหม่ในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังเริ่มเข้ามาแทนที่ ประเทศที่กำลังถูกจับตา ได้แก่ อินโดนีเซีย ตุรกี เม็กซิโก อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ รวมถึง ไนจีเรีย ในทวีปแอฟริกาด้วย ซึ่งครั้งหนึ่งในปี 2549 Price Waterhouse Cooper เคยประเมินไว้ว่า อินโดนีเซียและเม็กซิโกจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าเยอรมันและอังกฤษในปี 2593

การที่พลวัตทางเศรษฐกิจโลกสูงเช่นนี้ ย่อมมีผลกระทบกว้างขวางไปในทุกภาคส่วน

ฉะนั้น การวางแผนบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศจึงยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าเลยว่า เมื่อไหร่จะเกิดสถานการณ์หรือวิกฤตการณ์ใดๆ อีกในอนาคต

ผมเห็นด้วยกับหัวข้อที่ WEF หยิบยกขึ้นมาหารือกันในปีนี้ เพราะความยืดหยุ่นเท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะกับสถานการณ์ใหม่ๆ ภายใต้สภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงเช่นนี้

ดังนั้น บรรดาผู้บริหารประเทศจะตั้งอยู่บนความกลัว (Fear) ไม่ได้ ในเมื่อประเทศต้องพัฒนาต่อไปข้างหน้า ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง (Risk) ต่างๆ ก็ตาม

จากนี้ไปเราคงจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจได้เคลื่อนย้ายจากตะวันตกมาสู่ตะวันออกแล้ว และในอีกไม่นานก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่อีก เพราะเศรษฐกิจโลกจะเคลื่อนไหวไปในทุกทิศทาง โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นฝั่งตะวันตกหรือตะวันออกเหมือนเดิม แต่จะหันเหไปสู่แหล่งหรือประเทศที่มีศักยภาพ มีความพร้อม และมีความสามารถในการแข่งขัน

ทิศทางที่ว่านี้ John Hawksworth นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายสาธารณะ ได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจและอาจนำมาเป็นแนวทางในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันได้ โดยเขาชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะขยายตัวได้รวดเร็วกว่าเศรษฐกิจในกลุ่มตะวันตกจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ

1.มีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดี โดยมีการควบคุมอัตราเงินเฟ้อและการขาดดุลงบประมาณ

2.มีการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยการยกระดับมาตรฐานการศึกษา

3.มีความสามารถเพียงพอในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่จากตะวันตกมาใช้

4.มีประชากรมากและมีจำนวนแรงงานที่มีอายุน้อยสูง

วันนี้โลกมีพลวัตสูง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและบางกรณีก็เป็นไปอย่างฉับพลัน ศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจโลกที่เคยมั่นคงอยู่กับประเทศในตะวันตกตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา เริ่มถดถอย และทันทีที่โลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เราก็ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีความรวดเร็วและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ฉะนั้น การปกครองที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืนในอดีตก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเสรีหรือคอมมิวนิสต์ก็ตามก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดหรือเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแอให้กับเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

ดังนั้น สูตรสำเร็จในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ จึงดูเหมือนจะไม่มีอีกต่อไป

วันนี้ผู้บริหารภาคเศรษฐกิจจึงต้องนำทฤษฎีหรือวิธีการบริหารเศรษฐกิจแบบผสมผสานมาประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะความอยู่รอดของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆ จะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดีและรวดเร็วอย่างไร

ทั้งหมดนี้คงหนีไม่พ้น หัวข้อที่ว่า “Resilient Dynamism” ครับ

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน