
อนาคตของสภาที่ปรึกษาฯ
สภาที่ปรึกษาฯ ในชุดที่ 3 กำลังจะหมดวาระลง ขณะนี้สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ กำลังจัดให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ และคาดว่าจะมีการดำเนินงานจัดให้มีการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ได้ในช่วงเดือน เม.ย.นี้ นั้นหมายความว่าจะมีสมาชิกชุดที่ 4 เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่าจะพินิจการเมืองเรื่องดังกล่าวดังต่อไปนี้
สภาที่ปรึกษาฯ ในชุดที่ 3 กำลังจะหมดวาระลง ขณะนี้สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ กำลังจัดให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ และคาดว่าจะมีการดำเนินงานจัดให้มีการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ได้ในช่วงเดือน เม.ย.นี้ นั้นหมายความว่าจะมีสมาชิกชุดที่ 4 เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่าจะพินิจการเมืองเรื่องดังกล่าวดังต่อไปนี้
1.ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญส่วนที่ 2 องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ระบุว่า สภาที่ปรึกษาฯ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อรัฐมนตรีในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่น ต้องให้สภาที่ปรึกษาฯ ให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้ จากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีมีลักษณะเป็นข้อมูลเชิงเอกสารในระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาน่าจะมีมากกว่า 1,000 เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเดิมทีมิติทางด้านเศรษฐกิจและสังคมนี้ จะใช้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐกำกับและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นเกณฑ์ หากแต่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บัญญัติให้ไม่ต้องยึดโยงผูกพันโดยตรงกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ดังนั้นการให้คำปรึกษาจึงเป็นลักษณะคำปรึกษาที่เปิดกว้าง ไม่มีตัวชี้วัดที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมของสภาที่ปรึกษาฯ ที่จะให้ความสนใจในเรื่องใดก็ได้ อันทำให้ในบางครั้งการให้คำปรึกษาไม่อยู่ในความสนใจของคณะรัฐมนตรี ของกระแสข่าวสารบ้านเมือง และที่สำคัญ คือ อาจไม่เป็นที่รู้จักและเข้าใจของประชาชนคนไทย
2.บทบาทของสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นตัวแทนของภาคประชาชนที่มาจากการสรรหากันเองมีจำนวน 99 คน มีความหลากหลายของอาชีพ รายได้ ประสบการณ์การทำงานที่แตกต่างกัน จึงเป็นเสน่ห์ไม่น้อยของการทำงานบนความคิดที่แตกต่างและมีความแตกแยกน้อย อาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับหน่วยงานอื่นๆ ควรไปถอดบทเรียนสภาที่ปรึกษาฯ เรื่องการดำเนินงาน เรียนรู้ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ แต่อย่างไรก็ตามควรต้องมีการปรับเปลี่ยนทิศทางของการให้คำปรึกษากับรัฐบาลในลักษณะเผชิญหน้ามากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรเปิดโอกาสการรับฟังจากที่ปรึกษาภาคประชาชนโดยตรง โดยการสร้างเวทีรับฟังคำปรึกษาจากสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ที่มีลักษณะเป็นอัตลักษณ์แห่งการปรึกษา กล่าวคือ ไม่ใช่เวทีในรูปแบบรัฐสภาฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากแต่ต้องสร้างเป็นเวทีการให้คำปรึกษากับรัฐบาลอย่างแท้จริง
ฝ่ายสภาที่ปรึกษาฯ ควรมีบรรทัดฐานการให้คำปรึกษาอย่างน้อยในทุกไตรมาส 3 เดือนครั้ง บนพื้นฐานนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ในสภาผู้แทนที่ควรเสนอแนะ ให้คำปรึกษาเพิ่มเติม ในลักษณะของเวทีสาธารณะตรวจสอบการทำงานและประเมินผลทางอ้อม พร้อมที่จะนำไปสู่การสร้างตัวแบบการเผชิญแบบปรองดอง ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
3.ปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจและสังคม กอปรกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดทิศทางการทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ ต้องเชื่อมโยงกับองค์กรเครือข่ายในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะที่มาของสมาชิกที่มีพื้นฐานจากกลุ่มองค์กรเครือข่ายนั้นๆ จะต้องมีข้อมูลสะท้อนปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นพลวัต จำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ร่วมกันกับองค์กรของตนเอง และองค์กรอื่นๆ ที่อาจมีกิจกรรมและผลประโยชน์แตกต่างกัน จำเป็นต้องมีการจัดความสำคัญของแต่ละองค์กรเพื่อนำไปสู่การจัดทำความเร่งด่วนของปัญหาให้ตรงจุด และกระบวนการมีส่วนร่วมมวลสมาชิกของกลุ่มต่างๆ จะต้องขับเคลื่อนคู่ขนานกับการให้คำปรึกษา ดังนั้นการจัดระเบียบการมีส่วนร่วมของกลุ่มองค์กรต่างๆ จึงเป็นปัญหาใหม่ที่สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ชุดที่ 4 ควรถกแถลงให้ความสำคัญตามความเป็นจริง ตามความเร่งด่วนของปัญหามากกว่าการตอบสนองเฉพาะความต้องการของกลุ่มหรือบุคคลเท่านั้น
4.โดยสรุป สภาที่ปรึกษาฯ ยังคงมีประโยชน์อย่างมากในแง่ของการจัดการความร่วมมือที่เป็นทางการ ระหว่างบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์กับการขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ที่กระทบโดยตรงกับรัฐบาล โดยหากเราได้บุคคลที่มีความเป็นตัวตนของกลุ่มและมีคุณธรรมและจริยธรรมที่จะปกป้องประเทศชาติให้มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม การได้สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ที่มีคุณภาพและคุณธรรมจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก นอกจากนี้สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ชุดใหม่จำเป็นต้องคำนึงถึงบทบาท อำนาจหน้าที่ที่แท้จริงว่าคือใคร การให้คำปรึกษาในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพต้องควบคู่กันไป การมีเป้าหมายที่ผลลัพธ์ของการคำให้ปรึกษาฯ คงไม่ใช่แค่เอกสารการประชุมเท่านั้น ความเป็นรูปธรรมและความน่าเชื่อถือที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วทันใจ ยึดผลประโยชน์ของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มตน
นอกจากนี้ การเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ต้องมีอัตลักษณ์มากกว่าการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือนักการเมืองอื่นๆ เป็นความท้าทายว่า สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ จะมีคุณค่าเป็นที่ยอมรับในวงกว้างของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างไร คำตอบที่ผ่านมา ไม่มากก็น้อยกล่าวกันว่าสภาที่ปรึกษาฯ เป็นตัวแทนของภาคประชาชนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่นักการเมือง และไม่ได้สอบวัดความรู้ความสามารถแบบข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ แต่มาจากการสรรหาและเลือกกันเอง ดังนั้นจึงเป็นอัตลักษณ์ที่คนที่มีศักยภาพทำงานให้ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ปรับเปลี่ยนไปตามคำปรึกษาและเสนอแนะของสมาชิก อันเปรียบเสมือนกุนซือหรือโค้ชฟุตบอลระดับชาติ สำคัญว่ามีกึ๋นเพียงพอหรือเปล่าครับ...







