posttoday
ไทยกำลังจะได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่สหภาพยุโรป

ไทยกำลังจะได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่สหภาพยุโรป

13 กุมภาพันธ์ 2556

วันก่อนเปิดอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง และเมื่ออ่านไปถึงหน้าหลังๆ ก็เลยได้เห็นคอลัมน์ไม่ใหญ่มากลงข่าวว่า สหภาพยุโรปกำลังจะขึ้นทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งข่าวนี้นอกจากจะทำให้ดีใจแล้ว ยังทำให้มองเรื่องต่างๆ ไปข้างหน้าได้อีก 2 ประเด็น

วันก่อนเปิดอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง และเมื่ออ่านไปถึงหน้าหลังๆ ก็เลยได้เห็นคอลัมน์ไม่ใหญ่มากลงข่าวว่า สหภาพยุโรปกำลังจะขึ้นทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งข่าวนี้นอกจากจะทำให้ดีใจแล้ว ยังทำให้มองเรื่องต่างๆ ไปข้างหน้าได้อีก 2 ประเด็น

ดีใจ เพราะผู้เขียนเป็นคนนำข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยไปยื่นขอขึ้นทะเบียนไว้เองเมื่อ 45 ปีที่แล้ว แรกๆ เขาก็บอกว่าควรจะได้ภายใน 1 ปี ต่อมาก็มีปัญหาโน้นปัญหานี้ตามเข้ามาก็ต้องตามแก้กันเป็นเปลาะๆ ไป จนพอประกาศโฆษณาก็มีประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป เช่น ฝรั่งเศสมายื่นคัดค้าน โดยจะไม่ให้ใช้คำว่าข้าวหอมมะลิ ให้ใช้แค่ทุ่งกุลาร้องไห้ถึงแม้จะมีประเด็นอยู่บ้างเกี่ยวกับกฎหมายไทย แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ผู้เขียนยังนึกอยู่เลยว่า ถ้าอย่างนั้น “สก๊อตวิสกี้” ที่มาขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในบ้านเรา ก็อย่าใช้คำว่า “วิสกี้” สิ ใช้ “สก๊อต” เฉยๆ อย่างไรก็ตามผู้ที่รับช่วงต่อจากผู้เขียนก็มีความสามารถผลักดันจนประสบความสำเร็จ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสินค้านำร่องชนิดแรกของไทย และที่เข้าคิวกันต่อมาก็เห็นจะเป็นกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง

การได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในสหภาพยุโรป จะทำให้ไทยได้นิชมาร์เก็ตในประเทศแถบนั้น และไม่ต้องไปเหนื่อยหอบกับการแข่งขันทั่วๆ ไปแบบเทกอง ซึ่งสำหรับข้าวนั้นพังวินาศสันตะโรไปหมดแล้ว นิชมาร์เก็ตแม้ปริมาณจะยังไม่มาก แต่มูลค่าก็จะสูงพอสมควร เพราะราคาที่สูงขึ้นและเครื่องหมายรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของสหภาพยุโรปก็เป็นตัวรับประกันที่จะทำให้ราคาสูงขึ้นได้ดูแค่ตัวอย่างจากข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงที่พอได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และมีตรารับรองเรียกว่า “ทรงข้าวบิน” ประทับที่ถุง ราคาก็ขึ้นไปกว่าเท่าตัว แถมยังหาทานลำบาก

สำหรับท่านที่ไม่ทราบว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์คืออะไร ก็ขออธิบายสั้นๆ เนื่องจากเคยเขียนมาแล้วว่า เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยมีความเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์แหล่งใดแหล่งหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น สภาพดิน ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเค็มของดิน สภาพอากาศ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน บางสินค้าก็จะมีเรื่องของลมและความสูงด้วย รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและประวัติศาสตร์ของสถานที่นั้นๆ ส่วนใหญ่จึงเป็นสินค้าเกษตรหรือมีต้นกำเนิดมาจากสินค้าเกษตร เช่น เหล้า ข้าว กาแฟ แต่สำหรับประเทศไทย กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้รวมสินค้าหัตถกรรมไว้ด้วย เช่น ผ้าแพรวากาฬสินธุ์ ผ้าไหมยกดอกลำพูน เป็นต้น

ส่วนเรื่องที่มองไปข้างหน้าอีก 2 ประเด็นนั้น ประเด็นแรก เป็นเรื่องของการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นไม่เหมือนเครื่องหมายการค้าที่บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของ แต่สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นเมื่อขึ้นทะเบียนได้ก็เป็นของชุมชนนั้นๆ ทั้งหมด มีสิทธิใช้ เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จะมีพื้นที่คาบเกี่ยวประมาณ 56 จังหวัด ทุกผืนนาที่อยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ก็มีสิทธิที่จะใช้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จะคุมคุณภาพได้อย่างไรว่าจะไม่มีหอมมะลิจากที่อื่นมาปลอมปน และยิ่งทุกวันนี้ต่อให้กระบวนการผลิตทุกอย่างทำกันในพื้นที่ รวมถึงโรงสีและการบรรจุหีบห่อ แต่การจำนำข้าวที่ให้ราคาไว้สูงจนไม่ใช่การจำนำแถมยังจำนำทุกเมล็ดด้วย แน่ใจหรือว่าแค่ในพื้นที่ก็จะเป็นพันธุ์ข้าวหอมมะลิแท้ อย่าลืมว่าเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นี้เขามีกระบวนการตรวจสอบ 2 ชั้น การตรวจสอบภายในนั้นทำกันเองในชุมชนก็คงพอจะมั่วกันได้ แต่กระบวนการตรวจสอบภายนอกที่ต้องมีหน่วยงานที่เชื่อถือได้มาตรวจสอบจะผ่านไหม ถ้าตั้งหน่วยงานของไทยกันเองมาตรวจสอบก็อาจจะผ่าน แต่อาจจะไปขายหน้าเอาที่สหภาพยุโรป และอย่าลืมว่าเขาขึ้นทะเบียนให้ได้ เขาก็ถอดได้ถ้าคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กำหนด หรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป หรือหมู่นี้ไทยเราจะขายหน้าชาวโลกกันมาหลายครั้ง จนอนาคตไม่มีหน้าจะให้ขายแล้ว

ประเด็นที่มองไปข้างหน้าประเด็นที่สองก็คือ การเจรจาทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ดูเหมือนว่ากรอบการเจรจาจะผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว และแว่วๆ ว่าท่านนายกฯ เองก็จะไปเยือนสหภาพยุโรปด้วย ก็คงจะไปยืนยันกับเขาลำดับหนึ่งละว่า เราจะเจรจากับเขาแน่ ผู้เขียนก็พยายามหากรอบการเจรจาดู แต่ไม่แน่ใจว่าที่เผอิญไปพบเข้าจะเป็นฉบับจริงหรือไม่ ถ้าใช่กรอบการเจรจาก็ครอบคลุมกว้างขวางมาก ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ก็พยายามจะตั้งการ์ดไว้อย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องยา ซึ่งก็คงเป็นเพราะตัวแทนทางด้านสาธารณสุขเข้มแข็ง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีความชัดเจนในเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะถ้าไทยจะถือโอกาสนี้เจรจาให้ชัดเจนว่า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในสินค้าอื่นๆ จะได้รับความคุ้มครองในระดับเดียวกับเหล้าและไวน์ได้ก็จะเป็นการดี อนาคตเราจะได้ไม่เห็นข้าวหอมมะลิส่งไปจากที่อื่นแล้วเขียนว่า “ข้าวหอมมะลิแบบทุ่งกุลาร้องไห้” เพราะการให้ความคุ้มครองเหล้าและไวน์นั้น เข้มงวดชนิดที่ประเทศอื่นจะผลิตแชมเปญแล้วเขียนว่า “การผลิตแบบแชมเปญ” หรือการผลิตอย่างสก๊อตวิสกี้ก็ไม่ได้

ผู้เขียนคงทำได้แค่ขอฝากท่านผู้เกี่ยวข้องไว้ด้วยก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง