
"ก๊าซหุงต้ม" ใครต้มใคร?
ถึงแม้กระทรวงพลังงานจะได้เลื่อนการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจี ไปอีก2 เดือน แต่ความพยายามเสนอให้มีการขึ้นราคายังคงมีอยู่จากกระทรวงพลังงานและนักวิชาการบางคน
ถึงแม้กระทรวงพลังงานจะได้เลื่อนการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจี ไปอีก2 เดือน แต่ความพยายามเสนอให้มีการขึ้นราคายังคงมีอยู่จากกระทรวงพลังงานและนักวิชาการบางคน
เรื่องนี้มีการให้ข้อมูลที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงหรือไม่? เราจะมาตรวจสอบให้ละเอียดกันทีละประเด็น
ก๊าซหุงต้มที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่ผลิตได้จากทรัพยากรปิโตรเลียมที่ขุดได้จากแผ่นดินไทยนี่เอง ดังนั้น เจ้าของที่แท้จริงก็คือประชาชนคนไทย 60 ล้านคน แต่กระทรวงพลังงานกลับให้สัมปทานขุดเจาะก๊าซและน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตก๊าซหุงต้มไปในราคาที่ต่ำที่สุดในอาเซียน ปล่อยให้บริษัทพลังงานสูบเอาความมั่งมีไปจากคนไทย แล้วนำกลับมาขายเราในราคาตลาดโลก
ปัจจุบันธุรกิจก๊าซหุงต้มมีมูลค่าสูงเฉียดแสนล้านบาทต่อปี สร้างความร่ำรวยให้กับผู้ผลิตซึ่งก็คือโรงแยกก๊าซและโรงกลั่นในเครือ ปตท. นี้เป็นอย่างมาก
ปัจจุบัน ปตท. ผูกขาดธุรกิจการแยกก๊าซด้วยการเข้าครอบครองท่อส่งก๊าซทั้งบนบกและในทะเลผ่านการแปรรูปในปี 2544 และถือหุ้นใหญ่โรงกลั่นน้ำมัน 5 ใน 6 โรงของประเทศ ด้วยโครงสร้างทางธุรกิจการผลิตที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดนี้จึงทำให้ ปตท. เป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลมากทั้งต่อภาคการเมืองและสื่อสารมวลชนด้วยงบโฆษณาที่สูงลิ่ว
ดังนั้น ประชาชนจึงมักได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวจากกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการขึ้นราคาดังกล่าว แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ด้านพลังงานและผู้ติดตามความเคลื่อนไหวของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะพบว่ามีข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากข้อมูลของ ปตท. กระทรวงพลังงาน และบุคคลที่อ้างตัวเป็นนักวิชาการด้านพลังงานโดยสิ้นเชิงดังนี้
ประเด็นที่ 1 ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์เป็นตัวการที่ทำให้ก๊าซขาดแคลนจริงหรือ?
จากข้อมูลวารสารนโยบายพลังงานของกระทรวงพลังงาน ฉบับที่ 94 พบว่า ปี 2554 ครัวเรือนใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นอันดับ 1 ที่ 39.5% หรือ 2.65 ล้านตัน ธุรกิจปิโตรเคมีในกลุ่ม ปตท. ใช้มากเป็นอันดับ 2 ที่ 36% หรือ 2.4 ล้านตัน ซึ่งปริมาณการใช้จะแซงภาคครัวเรือนในปี 2555 นี้ (โดย ปตท.และกระทรวงพลังงานไม่เคยกล่าวถึงผู้ใช้กลุ่มนี้เลย) ขณะที่ยานยนต์ซึ่งตกเป็นจำเลยของกระทรวงพลังงานกลับใช้ก๊าซเพียง 13.7% หรือ 0.92 ล้านตันเท่านั้น ส่วนอันดับ 4 เป็นของอุตสาหกรรมอื่นอีกนับร้อยนับพันที่ไม่ใช่ของ ปตท. 10.7% หรือ 0.72 ล้านตัน
จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าการใช้ในธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท. เป็นตัวการสำคัญที่สูบเอาก๊าซแอลพีจีไปมากกว่าผู้ใช้รถยนต์หลายเท่าตัว
ที่สำคัญในปี 25502554 กลุ่ม ปตท. ใช้ก๊าซแอลพีจีเอง และใช้เป็น Feed Stock หรือวัตถุดิบในธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งเป็นบริษัทลูกเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 1 คือ 1.36 ล้านตัน ครัวเรือนใช้เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 2 คือ 0.77 ล้านตัน หรือประมาณครึ่งเดียวของกลุ่ม ปตท. ส่วนยานยนต์ที่มักถูกกล่าวโทษจากกระทรวงพลังงาน และ ปตท. กลับใช้เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 3 หรือเพียง 0.35 ล้านตัน และอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ใช่ของ ปตท. ใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นเพียง 0.11 ล้านตันเท่านั้น
ดังนั้น ตัวการที่ใช้ก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นมากที่สุดจนต้องมีการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศกลับกลายเป็นกลุ่ม ปตท. เสียเอง!
(หมายเหตุ : ก๊าซโพรเพนและบิวเทน รวมกันเป็นก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี)
ถึงตรงนี้ใครที่อาจยังไม่เชื่อในสิ่งที่ได้อ่านข้างต้น ก็ขอให้ไปดาวน์โหลดวารสารนโยบายพลังงานของกระทรวงพลังงาน ฉบับที่ 94 เพื่อการตรวจสอบด้วยตาตนเองจะดีกว่า ผมหวังว่ากระทรวงพลังงานคงจะไม่เอาวารสารนี้ออกจากเว็บไซต์นะครับ
สำหรับข้อสงสัยต่อเนื่องในประเด็นนี้คือ การที่ยานยนต์หันมาใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นพลังงานทางเลือกเป็นการใช้ผิดประเภทจริง หรือไม่?
คงต้องตอบว่าประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกทำการส่งเสริมการใช้ก๊าซแอลพีจีในยานยนต์ทั้งสิ้น เช่น สำนักข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษรายงานว่า สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ ได้ทรงนำรถพระที่นั่ง 4 คันเปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจีเพราะเป็นก๊าซสะอาดและราคาถูก ส่วนออสเตรเลียจะจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้นำรถมาติดถังแอลพีจีคันละ 2,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 6.4 หมื่นบาท และในสหรัฐ กระทรวงพลังงานออกเอกสารส่งเสริมให้ผู้ใช้รถหันมาใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นพลังงานทางเลือกให้มากขึ้น โดยระบุว่าถังก๊าซแอลพีจีมีความปลอดภัยและมีความทนทานกว่าถังน้ำมันถึง 20 เท่า
ในสหรัฐจะเรียกว่าก๊าซนี้ว่า “โพรเพน” ท่านสามารถดาวน์โหลดข้อมูลนี้ได้ที่เว็บไซต์กระทรวงพลังงานสหรัฐ และตัวอย่างสุดท้ายที่น่าสนใจ คือ แท็กซี่ในฮ่องกงทั้งหมดใช้ก๊าซแอลพีจีโดยก๊าซชนิดนี้ในต่างประเทศจะเรียกว่า “AUTO GAS” หรือก๊าซสำหรับยานยนต์ครับ
ดังนั้น การให้ข้อมูลกับประชาชนของปตท. และกระทรวงพลังงานว่า ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์เป็นการใช้ผิดประเภทจึงน่าจะเป็นการทุจริตเชิงวิชาการเพื่อหลอกลวงให้คนไทยเข้าผิด โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำก๊าซนี้ไปใช้ในธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท. เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของตนนั่นเอง ถึงตรงนี้ หลายท่านคงมีคำถามว่า นี่เรารู้ไม่ทันก๊าซจริงหรือนี่?
ก็คงต้องตอบว่าใช่ครับ คนไทยถูกกลุ่มทุนพลังงานต้มมานานนับปี เพื่อผลกำไรนับแสนล้านบาทจากทรัพยากรของคนไทย แต่ยังไม่หมดแค่นี้ จะขอนำมาเสนอเป็นระยะๆ ในโอกาสต่อไป







