
"เคอร์ฟิว" ดับไฟใต้ไม่ตรงจุด
ความรุนแรงชายแดนภาคใต้กำลังบีบให้รัฐบาลอาจจะประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด หรือเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ ทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ต่างเห็นพ้องกันถึงความจำเป็น ซึ่งต้องติดตามผลการประชุมหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ในศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ ว่าจะเห็นชอบมาตรการนี้หรือไม่
ความรุนแรงชายแดนภาคใต้กำลังบีบให้รัฐบาลอาจจะประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด หรือเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ ทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ต่างเห็นพ้องกันถึงความจำเป็น ซึ่งต้องติดตามผลการประชุมหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ในศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ ว่าจะเห็นชอบมาตรการนี้หรือไม่
มาตรการเคอร์ฟิวไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้เหตุการณ์คนร้ายยิงผู้โดยสารรถตู้สายเบตงหาดใหญ่ ซึ่งเป็นไทยพุทธเสียชีวิต 8 คน ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อเดือน มี.ค. 2550 ก็ทำให้มีการประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ อ.ยะหา และบันนังสตา มาแล้วเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2550 และประกาศยกเลิกไปเมื่อเดือน ส.ค. 2552 รวมระยะเวลาประกาศเคอร์ฟิว 1 ปี 5 เดือน
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มองว่ามาตรการเคอร์ฟิวเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
“สถิติการเกิดเหตุ 7080% มักจะเกิดช่วงเช้าและเย็น การประกาศเคอร์ฟิวจึงแก้ปัญหาไม่ตรงจุด 9 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ฝ่ายทหารก็ได้สรุปบทเรียนว่าการจัดการความไม่สงบที่มีประสิทธิผล คือการใช้งานการเมืองไปสลายงานการทหารและการเมืองของฝ่ายขบวนการ โดยเฉพาะหยุดยั้งการจัดตั้งและปลุกระดมมวลชน”
ศรีสมภพ อธิบายว่า ความรุนแรงในพื้นที่ อ.ยะหา และบันนังสตา ที่ลดลง ไม่ใช่ผลจากเคอร์ฟิว แต่อยู่ที่การปฏิบัติการด้านอื่นๆ ขณะที่เคอร์ฟิวจะเร่งปัญหาความไม่พอใจของประชาชนที่เดือดร้อน
ด้าน อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการอิสระในพื้นที่ มองว่าการประกาศใช้เคอร์ฟิวในอดีต โอกาสที่รัฐจะเพลี่ยงพล้ำการใช้อำนาจเกินขอบเขตจะมีมากกว่า ท้ายสุดจะเป็นเครื่องมือในการกระพือให้ประชาชนต่อต้านอำนาจรัฐมากขึ้น
เหตุผลสำคัญของฝ่ายรัฐในการประกาศเคอร์ฟิว คือ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยิงครู นำไปสู่การปิดโรงเรียนมาแล้วหลายครั้ง การฆ่าชาวนาจากภาคกลางที่ลงไปเป็นวิทยากรฟื้นฟูนาร้างใน อ.ยะหริ่ง การลอบยิงนายอำเภอมายอ จ.ปัตตานี การฆ่าพ่อค้าผลไม้ 4 คน ในพื้นที่ อ.กรงปินัง จ.ยะลา
หลัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อาจจะมีการประกาศเคอร์ฟิวเหตุรุนแรงในพื้นที่ก็เกิดขึ้นถี่ยิบเหมือนการท้าทาย ล่าสุด เช้าวันที่ 10 ก.พ. เกิดเหตุลอบวางระเบิดรถลาดตระเวนทหารสังกัดร้อยร.15233 หน่วยเฉพาะกิจยะลา 12 เสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา
ต่อมาช่วงบ่ายวันเดียวกัน เกิดเหตุลอบวางระเบิดรถลาดตระเวนทหารพราน ในพื้นที่บ้านบาโงกูโบ หมู่ 6 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 4 นาย
และช่วงเย็นวันเดียวกัน คนร้ายกราดยิงใส่บ้านเรือนประชาชนไทยพุทธในพื้นที่หมู่ 3 บ้านโคกดีปรี ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุ 412 ปี 3 คน







