
ดาบดีเอสไอ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือการเมืองของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หลังจากหน่วยงานนี้ได้เดินหน้าตรวจสอบคดีความที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือการเมืองของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หลังจากหน่วยงานนี้ได้เดินหน้าตรวจสอบคดีความที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น
ตัวอย่างที่เห็นชัด มีการแจ้งข้อหาหนักกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เหตุการณ์กระชับพื้นที่สลายการชุมนุมเสื้อแดง ตามมาด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. ก็โดนดีจากการต่อสัญญาให้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส กระทั่งล่าสุดกรณีการก่อสร้างสถานีตำรวจที่ล่าช้าไปถึง 396 แห่ง
ทำให้เกิดความสงสัยว่า ทำไมดีเอสไอถึงมีอำนาจมากมายที่สามารถเข้าไปตรวจสอบสารพัดคดีได้แล้วอย่างนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีหน้าที่อะไร
พลิกดู พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 พบว่าได้ให้อำนาจดีเอสไอยื่นมือตรวจสอบคดีได้ 5 ประเภทคือ 1.คดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ 2.คดีความผิดทางอาญาที่มีหรืออาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน 3.คดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นคดีความผิดข้ามชาติที่สำคัญหรือเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม
สำหรับคดีประเภทที่ 4.คดีความผิดทางอาญาที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน และ 5.คดีความผิดทางอาญาที่มีพนักงานฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษเป็นผู้ต้องสงสัยเมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าน่าจะได้กระทำความผิดอาญา หรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา
ตามขั้นตอนถ้าสอบสวนแล้วพบว่ามีความผิดให้ส่งสำนวนคดีไปให้อัยการส่งฟ้องศาล แต่หากมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีเอสไอจะต้องส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ดีเอสไอจะต้องส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดให้ ป.ป.ช.ด้วย







