
สแกน 2 บิ๊ก คว้างาน 3 แสนล้านบาท
หลังจากผ่านมหาอุทกภัยมาได้ 1 ปีเศษ รัฐบาลก็ได้ฤกษ์ประกาศรายชื่อกลุ่มบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติ สามารถเสนอกรอบแนวคิดออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของไทย มูลค่า 3 แสนกว่าล้านบาท เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา
หลังจากผ่านมหาอุทกภัยมาได้ 1 ปีเศษ รัฐบาลก็ได้ฤกษ์ประกาศรายชื่อกลุ่มบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติ สามารถเสนอกรอบแนวคิดออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของไทย มูลค่า 3 แสนกว่าล้านบาท เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา
ปรากฏว่า บริษัทบริหารจัดการน้ำจากเกาหลี ชื่อบริษัท เค. วอเตอร์ คว้าคะแนนมาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยกลุ่มบริษัท ไอทีดี พาวเวอร์ไชนา เจวี ที่มีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นแกนนำ ทำให้ทั้งสองบริษัทสามารถเข้าเสนอราคางานก่อสร้างได้ทุกชุดงาน (โมดูล) ที่มีอยู่ 10 โมดูล
ทั้งนี้ เหตุผลที่บริษัท เค. วอเตอร์ ได้คะแนนมาอันดับ 1 ก็ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุด คือ การใช้ดาวเทียมในการควบคุมการก่อสร้างโครงการ เพื่อให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดได้ และบริษัท เค. วอเตอร์ ยังเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศเกาหลีที่มีความน่าเชื่อถือจากรัฐบาล
โดยในรอบสัมภาษณ์นั้น บริษัทยืนยันว่ามีวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญด้านน้ำอย่างน้อย 200 คน และผู้ปฏิบัติการอีกไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ถูกส่งเข้ามาประจำการอยู่ในประเทศไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เพื่อวางแผนออกแบบโครงการนี้อย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าการก่อสร้างทั้งอ่างเก็บน้ำ ฟลัดเวย์ หรือผังเมือง จะมีความเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกันตั้งแต่ต้น กลาง และปลายน้ำ จากการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมล้ำสมัยเข้ามาทำงาน พร้อมกับมีข้อเสนอพิเศษ คือ แนวเขื่อนกั้นน้ำทะเล (Sea Barrier) ด้วย
ขณะที่กลุ่มบริษัท ไอทีดี พาวเวอร์ไชน่า เจวี ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 เพราะไม่มีความโดดเด่นด้านเทคนิคการก่อสร้าง แต่มีความพร้อมและความน่าเชื่อถือด้านเงินทุน เครื่องจักร และแรงงานกว่าแสนคนทั่วประเทศ ทำให้ดำเนินโครงการได้ทันที โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ บริษัทรับเหมางานก่อสร้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และบริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ เข้ามาร่วมทุน และยังระดมทุนจากจีน ซึ่งมีทั้งบริษัท พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์เปอเรชั่น ออฟ ไชน่า บริษัท ไชน่า เก๋อโจวบ๋า กรุ๊ป บริษัท ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล วอเตอร์ แอนด์ พาวเวอร์ คอร์เปอเรชั่น เข้าร่วม
ส่วนอีก 4 กลุ่มที่เหลือก็ให้แข่งขันกันนำเสนอด้านเทคนิคและราคาที่ถูกและก่อสร้างเสร็จเร็วตามกำหนดที่วางไว้คือ 5 ปีเท่านั้น ด้วยงบไม่เกิน 3 แสนล้านบาท







