posttoday
"นันยาง" แชมป์ตลอดกาลตลาดเมียนมาร์

"นันยาง" แชมป์ตลอดกาลตลาดเมียนมาร์

04 กุมภาพันธ์ 2556

ขณะที่ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่ดินแดนแห่งโอกาสที่ชื่อว่า “เมียนมาร์” แต่ ปิยะ ซอโสตถิกุล กรรมการ บริหารของบริษัทในเครือซีคอน กรุ๊ป กล่าวว่ารองเท้า “นันยาง” และผงชูรส “ตราชฎา” เข้าไปครองพื้นที่ในตลาดสินค้าของเมียนมาร์มานานแล้วกว่า 3 ทศวรรษ

ขณะที่ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่ดินแดนแห่งโอกาสที่ชื่อว่า “เมียนมาร์” แต่ ปิยะ ซอโสตถิกุล กรรมการ บริหารของบริษัทในเครือซีคอน กรุ๊ป กล่าวว่ารองเท้า “นันยาง” และผงชูรส “ตราชฎา” เข้าไปครองพื้นที่ในตลาดสินค้าของเมียนมาร์มานานแล้วกว่า 3 ทศวรรษ

ในเมียนมาร์ รองเท้าแตะนันยาง ถือเป็นเบอร์ 1 ของตลาด มีส่วนแบ่งมากถึง 20% เป็นรองเท้าเพื่อใช้งานคู่ใจคนทุกระดับไม่ว่าจะยากดีมีจน แม้ว่าราคาขายคู่ละ 2,000-2,800 จ๊าด หรือประมาณ 90-100 บาท จะสูงกว่าราคาขายของคู่แข่ง 2-3 เท่าตัว แต่ก็ยังได้รับความนิยมจากชาวเมียนมาร์อย่างมาก เพราะจุดเด่นคือ ใช้ยางธรรมชาติ 100% จึงทนทาน มีอายุการใช้งานเฉลี่ยปีเศษๆ แม้จะมีสินค้าเลียนแบบในรูปลักษณ์ที่คล้ายกันมาก แต่ชาวเมียนมาร์ที่อยากได้คุณภาพและกำลังซื้อมากพอ ก็จะเลือกซื้อนันยาง

“คำว่า นันยาง มาจาก หน่ำเอี๊ย ในภาษาจีนแต้จิ๋ว และจากในภาษาจีนกลางจะออกเสียงว่าหนันยาง แปลว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่ารุ่นคุณปู่คุณย่าของผมมีวิสัยทัศน์จริงๆ ที่ตั้งชื่อนี้เมื่อ 60 ปีก่อน โดยคาดหวังว่านอกจากจะทำธุรกิจในประเทศไทยแล้ว ยังจะต้องหาแนวทางที่จะทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ซึ่งปัจจุบันก็เป็นไปตามที่ท่านวางแผนไว้”

หันมาดูตลาดผงชูรสบ้าง ตราชฎา ถือเป็นยี่ห้อที่แพงที่สุดในตลาดเมียนมาร์ โดยมีคู่แข่งสำคัญจากเมืองไทยเช่นกัน แต่กลุ่มที่เป็นเจ้าตลาดตัวจริง เป็นผงชูรสที่มาจากเวียดนามและจีน ซึ่งมีราคาถูกและมีกันอยู่หลายยี่ห้อ แต่ไม่ว่าสินค้าจากซีคอน กรุ๊ป จะแพงกว่าคู่แข่งเจ้าอื่น ปิยะ ย้ำว่า ราคาไม่เคยเป็นปัญหาต่อการขาย เพราะคนเมียนมาร์ชอบของที่มีคุณภาพ หากเป็นสินค้าจากไทยแล้ว คนที่นี่ก็ยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่

“เราขายได้ เพราะเราขายคุณภาพ ชาวเมียนมาร์ยึดติดกับแบรนด์ คนที่นี่มองว่าสินค้าเมดอินไทยแลนด์เป็นของดีมีคุณภาพ พวกเขายอมรับมากกว่าเมดอินยูเอสเอเสียอีก”

ในฐานะมือเก๋าที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจที่เมียนมาร์ ปิยะ แนะนำเคล็ดลับการทำธุรกิจในประเทศนี้ไว้ 3-4 ข้อสำหรับมือใหม่ที่คิดจะบุกตลาดแห่งนี้

ข้อแรก ต้องมีพันธมิตรท้องถิ่น ที่ดี หรือไม่ก็ต้องมีผู้ส่งออกชาวไทยที่ดี ที่มีเครือข่ายพันธมิตรด้านจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพในเมียนมาร์ เพราะการทำธุรกิจในต่างประเทศที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก การมีพันธมิตรที่ซื่อตรง ไว้ใจได้ เป็นสิ่งสำคัญที่อาจทำให้ธุรกิจสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้

เคล็ดลับที่สอง ต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค คนที่มุ่งมั่นจะเจาะตลาดเมียนมาร์จริงๆ ควรจะเข้าไปเที่ยวพม่าอย่างน้อยสัก 10 ครั้ง เพื่อทำความรู้จัก ทำความเข้าใจพฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคท้องถิ่น รู้จักคู่แข่ง ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะทำวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างจริงจัง เพื่อให้รู้ความต้องการของคนซื้อจริงๆยกตัวอย่างในกรณีของตลาดรองเท้าแตะ ปัจจุบันประชาชนในเมียนมาร์ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นจ๊าดต่อเดือน จะมีรองเท้าแตะเฉลี่ย 2.8 คู่ต่อคน

เคล็ดลับข้อต่อไป หากท่านอยากเข้าไปลงทุนตั้งโรงงาน ก็ต้องศึกษาความพร้อมด้านบุคลากร กฎหมาย ภาษี หรือแม้กระทั่งระบบสาธารณูปโภคให้ดี เพราะยังมีไฟดับบ่อยๆ เหมือนกับประเทศไทยในอดีต

ส่วนด้านระบบโลจิสติกส์ ต้องมั่นใจว่ามีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพสำหรับการกระจายสินค้าไปขายในที่ต่างๆ เพราะปัจจุบันยังไม่มี Modern Trade ไม่มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ สินค้าอุปโภคบริโภคจะขายผ่านร้านขายปลีกหรือโชห่วยกว่า 95%

เคล็ดลับข้อสุดท้ายที่สำคัญมากๆ คือ ต้องเข้าใจ Business Practice หรือวิถีการทำธุรกิจในเมียนมาร์ว่าเป็นอย่างไร เพราะจะช่วยให้การทำธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยคนค้าคนขายในเมียนมาร์ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋ว วิธีค้าขายก็แบบจีนๆ โดยอาศัยความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง เพราะที่นี่เป็นการค้าขายแบบเงินสดทั้งนั้น

เนื่องจากภาครัฐมีความตั้งใจจริงด้านการเปิดการค้าเสรี รวมทั้งประชากรของเขามีรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นธุรกิจหลากหลายมีโอกาสมาก ยกตัวอย่างเช่น ตลาดรถยนต์ที่กำลังมาแรง ตอนนี้รัฐบาลเปิดให้นำเข้าได้ง่ายขึ้น มีการลดเพดานภาษีลง ส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์มือสองสภาพดีที่นำเข้าตรงมาจากญี่ปุ่น นักธุรกิจชาวไทยสามารถทำธุรกิจส่งออกรถยนต์เข้าไปในประเทศเมียนมาร์ได้ หรือการส่งออกวัสดุก่อสร้าง ตั้งแต่เหล็ก ปูน สุขภัณฑ์ จนถึงกระเบื้องห้องน้ำ ก็มีการนำเข้าจากประเทศไทยสูง

ส่วนภาคบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และทัวร์ ก็ยังมีความต้องการมากเช่นกัน โดยเฉพาะโรงแรม ตอนนี้ห้องพักกำลังขาดแคลนจนราคาห้องพักถีบตัวขึ้นไปหลายเท่าตัว โรงแรม 45 ดาวในย่างกุ้งมีอัตราเข้าพักถึง 90% ในปีที่ผ่านมา

อนาคตของสินค้าไทยหลังจากนี้เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเต็มรูปแบบ ปิยะ ฝากเตือนว่า ในทุกโอกาสต้องอย่าลืมมองและระวังปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้รอบด้าน ไม่ใช่แค่มีเงินอย่างเดียว มองแต่โอกาส โดยปราศจากความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะหากทำแบบนั้นก็จะมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน