
จับเป๊าะสะเทือนปู
เหนือความคาดหมายไม่น้อยสำหรับการจับกุมตัว “สมชาย คุณปลื้ม” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “กำนันเป๊าะ”
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เหนือความคาดหมายไม่น้อยสำหรับการจับกุมตัว “สมชาย คุณปลื้ม” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “กำนันเป๊าะ” ผู้ต้องหาหนีหมายจับของศาลแบบเหนือเมฆสายฟ้าแลบ สร้างความตะลึงไปทั่วว่าทำไมเจ้าพ่อแห่งตะวันออกถึงมาตายน้ำตื้นแบบนี้
รายงานข่าวทุกสำนักระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า “เกิดจากความประมาทล้วนๆ” เนื่องจากมั่นใจว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คงจะคุมตำรวจได้อย่างเบ็ดเสร็จ พอจะเป็นหลักประกันความปลอดภัยได้
เอาเข้าจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เมื่อนายตำรวจใหญ่ “บิ๊กกิ๊ก” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) นำทัพทีมหักชิงจับตัวกำนันเป๊าะกลางกรุงเทพฯ ชนิดที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ระแคะระคายมาก่อน
หลายคนตั้งข้อสงสัยถึงมูลเหตุการจับตัวกำนันเป๊าะครั้งนี้ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กินดีหมี มาจากไหน ทำไมถึงกล้าจับโดยที่ไม่รายงานให้ฝ่ายการเมืองและผู้บังคับบัญชาทราบก่อน
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำนันเป๊าะนั้นมีบารมีมาก โดยเฉพาะการที่ “สนธยา คุณปลื้ม” ลูกชาย เป็นถึง รมว.วัฒนธรรม และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ย่อมทำให้คนในรัฐบาลเกรงอกเกรงใจ ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่กินดีหมีมา คงไม่กล้ารับงานนี้ ที่สำคัญก่อนจับต้องรายงานให้ฝ่ายการเมืองหรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบก่อน
แต่งานนี้ “บิ๊กกิ๊ก” ปิดเงียบนัดแนะสื่ออย่างดี ก่อนบุกจับแบบโป้งเดียวจบ ชนิดใหญ่มาไหนก็ขอไม่ได้ ต้องติดคุกสถานเดียว
ผลของปฏิบัติการครั้งนี้ แน่นอนเป็นการหักหน้าคนในรัฐบาล และ ผบ.ตร.อย่างแรงที่ไม่รู้เรื่องมาก่อน และไม่สามารถช่วยเหลือกำนันเป๊าะได้
มีการวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาถึงสาเหตุการจับกุมครั้งนี้ บ้างก็มองเป็นการสั่งสอน “บิ๊กแป๊ะ” สนธยา ที่อยากได้เก้าอี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา จากพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับพรรคชาติไทยพัฒนาของบิ๊กเติ้ง จึงอาจสะกิดให้กองปราบฯจัดการ
ขณะเดียวกัน บางฝ่ายมองว่า นี่เป็นแผนการของทักษิณที่ต้องการบีบบังคับให้ “สนธยา” ต้องยุบพรรคพลังชลมารวมกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
ทว่าสมมติฐานทั้งสองเรื่องดังกล่าวไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเวลานี้ “สนธยา” แฮปปี้กับกระทรวงวัฒนธรรมยิ่ง เพราะ “ยิ่งลักษณ์” เมตตา จัดงบให้กระทรวงวัฒนธรรมมหาศาลจนกำลังจะกลายเป็นกระทรวงเกรดเอที่หลายพรรคอยากจะมาคุม
นอกจากนี้ พรรคพลังชลก็ไม่ได้เปิดศึกอะไรในทางการเมืองเวลานี้ แม้แต่การปรับ ครม.แทน “ชุมพล ศิลปอาชา” อดีต รมว.ท่องเทียวและกีฬา “สนธยา” ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวจะรุกเอาเก้าอี้คืน และ “บรรหาร ศิลปอาชา” ก็ไม่ได้แนบแน่นกับ “บิ๊กกิ๊ก” ดังนั้น ปมขัดแย้งในทางการเมืองคงปิดประตูไปได้
ถ้าจะหาเหตุผลว่าทำไมกำนันเป๊าะถึงมาเสียท่า ต้องบอกว่านอกเหนือจากความประมาทแล้ว ก็ยังมีสาเหตุมาจากความเหนือเมฆในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ด้วย เป็นไปได้อย่างไรที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผบ.ตร. แทบจะไม่ระแคะระคายภารกิจของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์
ย้อนกลับไปช่วงโยกย้ายนายตำรวจกลางปี 2555 ก็ปรากฏเกมการเมืองภายใน สตช.พอสมควร เมื่อ “บิ๊กกิ๊ก” เป็นตัวเต็งที่มีแนวโน้มได้ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. แต่ฝ่ายการเมืองไม่เอาด้วย โดยเห็นว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ โตขึ้นมาในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จากการสนับสนุนของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ทำให้รัฐบาลไม่อาจไว้วางใจให้นั่งตำแหน่งใหญ่ได้ จึงถูกแช่แข็งให้อยู่ในเก้าอี้ตัวเดิมไปก่อน
ที่สำคัญ ร.ต.อ.เฉลิม มองข้ามความสำคัญของบิ๊กกิ๊ก หันไปใช้งานตำรวจนครบาลภายใต้การนำของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือบิ๊กแจ๊ด เป็นหลัก และในขณะเดียวกันมีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ปลื้มบิ๊กกิ๊ก ไม่เรียกใช้งาน ปล่อยให้โลกลืมภารกิจของกองบัญชาการสอบสวนกลาง
ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวออกมาอีกว่า ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมเปิดทางให้บิ๊กกิ๊ก ไปเป็น ผช.ผบ.ตร. ตามโครงสร้างใหม่ที่จะประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ เพื่อที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะได้คุมกองปราบฯเบ็ดเสร็จ รวมไปถึงตำรวจน้ำ ที่จะใช้ปราบขบวนการน้ำมันเถื่อน
นี่ถึงเป็นเหตุให้บิ๊กกิ๊กเปิดปฏิบัติการจับกุมกำนันเป๊าะ ชนิดไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ส่งผลให้รัฐบาลต้องเสียหน้าอย่างยับเยิน
ยิ่งลักษณ์หนีไม่พ้นกับการถูกตั้งคำถามว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้ต้องหาหนีคดีชื่อดังอีกสองคน ประกอบด้วย “วัฒนา อัศวเหม” และ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”
ในรายแรก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2551 ให้จำคุกเป็นเวลา 10 ปี จากการทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย
ส่วนอีกรายเป็นที่ทราบกันดีว่าศาลฎีกาฯ พิพากษาตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. 2551 ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีการซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษก ไม่เพียงเท่านี้ศาลยังได้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้เข้ามารับการไต่สวนการทุจริตคอร์รัปชันในหลายคดี
จนแล้วจนรอดผ่านมากว่า 1 ปี รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เลยว่าจะดำเนินการจับกุมบิ๊กการเมืองทั้งสองคนมารับโทษตามกฎหมาย มีเพียงแค่การพยายามเลี่ยงไปเลี่ยงมาว่าอยู่ในระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคำพูดสวนทางกับการประกาศต่อต้านการทุจริตที่ออกมาจากคำพูดของนายกฯ อย่างสิ้นเชิง
“ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เห็นด้วยที่จะทำให้ปราศจากทุจริตคอร์รัปชัน ต้องร่วมกัน 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ เราต้องไม่ให้วงจรนี้กลับมา ตั้งแต่เรื่องการจ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือการซื้อขายตำแหน่ง...
...ที่สำคัญอยากเสนอให้มีเรื่องของการปลุกจิตสำนึกที่ไม่ให้เห็นว่าปัญหาทุจริตกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับ เราต้องร่วมกันต่อต้านไม่ยอมรับในสิ่งนี้” ส่วนหนึ่งจากคำพูดนายกฯ ในการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2556-2560 ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2555
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในการติดตามตัว “วัฒนาทักษิณ” ได้ เพราะยิ่งนิ่งเฉยเท่าไร ความกดดันจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น พร้อมๆ กับความชอบธรรมและความสง่างามในทางการเมืองที่จะเหลือน้อยลงต่อไป
จะสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐานอยู่ที่การเอาจริงเอาจังของนายกฯ ปูแต่เพียงผู้เดียว







