posttoday
ทศวรรษแห่งการเพิ่มผลิตภาพธุรกิจไทย

ทศวรรษแห่งการเพิ่มผลิตภาพธุรกิจไทย

31 มกราคม 2556

นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ถือว่าเป็นนโยบายที่มีความสำคัญอย่างสูง เพราะค่าจ้างที่เหมาะสมจะมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงาน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเป็นตัวช่วยกระตุ้นการยกระดับอุตสาหกรรมและสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ

นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ถือว่าเป็นนโยบายที่มีความสำคัญอย่างสูง เพราะค่าจ้างที่เหมาะสมจะมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงาน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเป็นตัวช่วยกระตุ้นการยกระดับอุตสาหกรรมและสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ

นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำไม่ใช่นโยบายประชานิยมทั่วไป ทีดีอาร์ไอจึงมีจุดยืนสนับสนุนหลักการของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

ผมเห็นว่านโยบายเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลไม่ใช่นโยบายในตระกูลเดียวกับนโยบายประชานิยมทั่วไปเหมือนนโยบายจำนำข้าว หรือรถคันแรก นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำโดยเจตนาและจุดประสงค์เป็นนโยบายที่ดี แต่วิธีการปฏิบัติอาจจะมีปัญหาบ้าง และต้องมีวิธีการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมโดยการสนับสนุนของรัฐ

นโยบายแบบนี้รัฐมีความชอบธรรมที่จะเข้าแทรกแซงตลาดแรงงานเพราะโครงสร้างของตลาดซึ่งผู้จ้างและผู้ถูกจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน รัฐจึงมีความจำเป็นที่ต้องกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ อีกทั้งค่าจ้างแท้จริงที่ผ่านมาต่ำและไม่มีแนวโน้มในการเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ค่าครองชีพกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

นอกจากนี้ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการจ้างงานมาก เพราะตลาดแรงงานไทยตึงตัว

อย่างไรก็ตาม การปรับค่าจ้างแบบ “ก้าวกระโดด” ของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว จะส่งผลกระทบด้านลบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลต่อภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น ธุรกิจเครื่องนุ่งห่มซึ่งจะมีการเพิ่มค่าแรง 47.7% ธุรกิจสิ่งทอเพิ่มขึ้น 46.3% เมื่อเทียบกับภาคการผลิตที่ใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเป็นหลัก เช่น เหล็ก เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการเพิ่มค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่ 15–20%

ดังนั้น ธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นต้องเผชิญกับโครงสร้างต้นทุนและกำไรต่อยอดขายที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยแบบจำลองทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ไม้ รองเท้าเครื่องหนัง และเฟอร์นิเจอร์ เป็นสาขาที่เสี่ยงต่อการขาดทุนอย่างมาก เนื่องจากกำไรต่อยอดขายที่ลดลงอย่างมากหลังการปรับค่าจ้างขั้นต่ำดังแผนภาพ

เมื่อรัฐบาลมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศให้หลุดจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลต้องการเพิ่มความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะฉะนั้นการมีค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น รวมถึงการมีผลิตภาพแรงงานที่สูงขึ้นจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้

ดังนั้น การปรับโฉมของอุตสาหกรรมไทยถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น รัฐบาลควรประกาศให้ทศวรรษต่อไปเป็นทศวรรษแห่งการเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจไทย

เพราะหัวใจของการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทย คือ การต้องมีผลิตภาพของภาคการผลิตที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากเสนอให้รัฐบาลช่วยต่อยอดจากยุทธศาสตร์ที่ได้ประกาศไป คือ การยกระดับผลิตภาพของประเทศ ผมอยากเสนอให้รัฐบาลประกาศให้ทศวรรษที่กำลังจะมาถึงเป็น “ทศวรรษแห่งการเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจไทย” โดยใช้นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต

การเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจสามารถทำได้โดยการออกมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ระยะสั้น รัฐควรมีมาตรการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมในสาขาเสี่ยง ควรเร่งรัดมาตรการเงินกู้และอนุญาตให้ผู้ประกอบการหักค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่งได้

นอกจากนี้ รัฐควรมีมาตรการส่งเสริมผลิตภาพของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการประหยัดพลังงานและลดของเสียจากการผลิต เช่น ควรนำเอาโครงการ “ชุบชีวิตธุรกิจไทย” กลับมาใหม่ และส่งเสริมทักษะแรงงานมากขึ้น โดยเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

ขณะเดียวกัน รัฐควรอำนวยความสะดวกในการย้ายฐานการผลิต โดยบริการข้อมูลเกี่ยวกับตลาดประเทศเพื่อนบ้าน มีการลงทุนขั้นพื้นฐานด้านการขนส่งและคมนาคม เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน

ระยะกลางยาว รัฐบาลควรส่งเสริมกิจกรรมมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนา โดยเพิ่มเป้าหมายการลงทุนด้าน R&D ให้ถึง 1% ของจีดีพี เช่น เร่งรัดการพิจารณาลดหย่อนภาษีในการทำวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน และเพิ่มประสิทธิภาพของ R&D ในภาครัฐมากขึ้น

ส่วนในระยะยาว รัฐควรปฏิรูปการศึกษา และสร้างระบบความรับผิดชอบในการจัดการศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีทักษะใหม่เพื่อสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเน้นทักษะในการคิดมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นนโยบายที่มีผลดีต่อแรงงาน แต่การขึ้นค่าจ้างแบบก้าวกระโดดของรัฐบาล จะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น

ดังนั้น เพื่อความสมดุลทางเศรษฐกิจ ในอนาคตรัฐควรกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และภายใต้กติกาและนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน รัฐควรปรับค่าจ้างขั้นต่ำทุกปีในอัตราที่สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ และอัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยในช่วง 4 ปี

นอกจากนั้น อัตราค่าจ้างในแต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยส่งสัญญาณต่อผู้ประกอบการในการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เร่งเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจไทย เพื่อศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชนไทยในตลาดภูมิภาคและตลาดโลกต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก