
หัวหน้าเศรษฐกิจสิ้นมนต์ขลัง
กระแสคลื่นบนน้ำและคลื่นใต้น้ำ ทั้งในพรรคเพื่อไทยและในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในยามนี้ เรียกได้ว่า “ไม่เป็นคุณ”
โดย...จตุพล สันตะกิจ/บากบั่น บุญเลิศ
กระแสคลื่นบนน้ำและคลื่นใต้น้ำ ทั้งในพรรคเพื่อไทยและในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในยามนี้ เรียกได้ว่า “ไม่เป็นคุณ” กับ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลยก็ว่าได้
เพราะกระแสข่าวในทางการเมืองสอดประสานกันในทำนองที่ว่า กิตติรัตน์อาจมีอันต้องหลุดเก้าอี้รัฐมนตรี
สัญญาณคลื่นบนน้ำสดๆ ร้อน น่าจะเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ ครม.มีการพิจารณาเรื่องสำคัญในวาระจรและมีมติแต่งตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ประสบปัญหาค่าแรง 300 บาท” ที่มี นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผงาดเป็นประธานคณะกรรมการฯ
สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2
แต่กิตติรัตน์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและคุมหน่วยงานที่ดูแลทั้งเรื่องเงินและกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ กลับได้นั่งแค่ตำแหน่ง “ที่ปรึกษา” ซึ่งเป็นตำแหน่งลอยๆ หากประธานไม่ขอ “คำปรึกษา” แต่ที่ปรึกษายังอยากให้คำปรึกษาก็ไม่ต่างจากการ “เสนอหน้า”
ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ คณะกรรมการชุดนี้มีข้าราชการระดับ 3 ใน 4 “บิ๊ก ครม.” เป็นกรรมการ เช่น ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณและเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีข้าราชการระดับปลัดกระทรวงเป็นกรรมการกันทั่วหน้า รวมทั้งเลขาธิการบีโอไอและตัวแทนเอกชน 3 สมาคม
ขณะที่ตำแหน่งสำคัญๆ ที่ขึ้นตรงกับ รมว.คลัง ยังร่วมเป็นกรรมการ เช่น อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย
แต่เหตุไฉนรองนายกรัฐมนตรีที่ควบตำแหน่ง รมว.คลัง กลับไม่เป็นประธานกรรมการเสียเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่างมากในทางพฤตินัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการดังกล่าว มีอำนาจกำหนดกรอบ “การใช้เงิน” ในโครงการเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยมีอำนาจเสนอของบกลางฯ ในลักษณะ “งบฉุกเฉินเร่งด่วน” ที่สมควรเป็นอำนาจอนุมัติสั่งการของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
แม้หลังการแต่งตั้ง กิตติรัตน์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว โดยไม่มีสีหน้าทีท่า หรือแสดงอาการน้อยอกน้อยใจแต่อย่างใด ว่า “ครม.มีมติแต่งตั้งนิวัฒน์ธำรง เป็นประธานคณะกรรมการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งคณะกรรมการจะกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทและการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ”
แต่หากจำกันได้ปลายปี 2555 นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่งตั้งกิตติรัตน์คนนี้ รับหน้าเสื่อในการเสนอมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเอกชน 3 สถาบันได้เสนอ 27 มาตรการ ให้กิตติรัตน์พิจารณาเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี
แต่ข้อเสนอของเอกชน “เกินครึ่ง” ถูกตีกลับโดยไม่ไยดี สร้างความไม่พอใจให้ภาคเอกชนและธุรกิจรายเล็กรายย่อยที่เป็นเถ้าแก่น้อยร่วม 2 ล้านรายไปตามๆ กัน
นี่อาจเป็นสาเหตุที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องสรรหานักประสานงานอย่างนิวัฒน์ธำรงรั้งตำแหน่งแทนกิตติรัตน์
สัญญาณต่อมา คือ การเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่กิตติรัตน์ ลั่นวาจาว่า จะเสนอยุทธศาสตร์การลงทุนให้ ครม.สัญจร ที่ จ.อุตรดิตถ์ วันที่ 21 ม.ค. อนุมัติ ก่อนเสนอรายละเอียดโครงการลงทุนและร่าง พ.ร.บ. ให้ ครม.ให้ความเห็นชอบในสัปดาห์ถัดไป
แต่คำพูดของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว
เพราะการเสนอยุทธศาสตร์และร่าง พ.ร.บ. ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ทั้งไม่มีวี่แววว่าจะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนให้ ครม.เมื่อใด
ในทางกลับกันมีกระแสข่าววงในว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์อยู่ในอาการไม่ค่อยปลื้มการทำงาน ในการจัดสรรจัดวางโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของกิตติรัตน์เท่าใดนัก
เพราะมีการนำโครงการประเภท “สส.ขอมา” บรรจุอยู่ในโครงการลงทุนด้วย โดยเฉพาะโครงการลงทุนสร้างถนนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ซึ่งใช้งบปกติของส่วนราชการก็ได้
ผู้คลุกคลีและใกล้ชิดในเรื่องนี้ เปิดเผยว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ย้ำกับกิตติรัตน์อย่างน้อย 3 ครั้ง 3 ครา ว่าไม่ต้องการให้โครงการประเภทสร้างถนนยิบๆ ย่อยๆ มาปรากฏอยู่ในงบลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่ต้องออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงินก้อนใหญ่ เพราะโครงการเหล่านี้บรรจุไว้ในงบประมาณประจำปีก็ได้
แต่อาจเป็นเพราะความเกรงใจ หรือ “ดื้อดึง” ก็ไม่อาจทราบได้ กิตติรัตน์ไม่ยอมถอนโครงการเบี้ยหัวแตกออกไป
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ต้องไม่ลืมว่า กิตติรัตน์ ยังสวมหมวกอีกใบในฐานะ “นักการเมือง” เพราะการประชุมพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย วันที่ 30 ต.ค. 2555 กิตติรัตน์ มีชื่อเป็น “รองหัวหน้าพรรค” ทำให้ต้องวิ่งเข้าพรรคในบางครั้ง
หวังลบภาพ “คนนอก” ในสายตา สส.พรรคเพื่อไทย ในขณะที่คีย์แมนสำคัญๆ ในพรรคต้องเรียกว่า “เป็นไม้เบื่อไม้เมา” กับกิตติรัตน์ก็ว่าได้ แต่ทำอะไรได้ไม่ถนัด เพราะนายกฯ ยิ่งลักษณ์อุ้มสมอยู่
แม้กิตติรัตน์ จะเป็นคนสำคัญที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์วางใจ เพราะไม่เล่นการเมืองกับ “เธอ”
แต่กระนั้น การที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้เรียกใช้บริการ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ให้มาทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดรายชื่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท โดยมี สุรนันทน์ นั่งประกบที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก็ถือว่าเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความเสื่อมของอำนาจและบารมีในการทำงานของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
ขณะที่ชัชชาติเปรยหลังการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าโครงการลงทุนระบบรางรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ ถนนมอเตอร์เวย์ มีความชัดเจนแล้ว แต่โครงการที่ยังไม่เรียบร้อยและมีการ “ดึงเข้าดึงออก” อยู่ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง และชัชชาติเองก็ไม่ยืนยันว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงินจะเสนอได้เมื่อไหร่
สะท้อนว่า การกลั่นกรองโครงการลงทุนภายใต้ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีกลิ่นทะแม่งๆ
ล่าสุด ความใกล้ชิดระหว่างนายกฯ ยิ่งลักษณ์กับชัชชาติแนบแน่นมากขึ้น เมื่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์ไปกดปุ่มเดินเครื่องหัวเจาะอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพงบางแค และช่วงบางซื่อท่าพระ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ควงชัชชาติและทีมงานเข้าไปจิบกาแฟ ที่ร้านสตาร์บัคส์ เดอะมอลล์ ท่าพระ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว แต่ไร้เงาของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ บอกว่า ได้หารือกับชัชชาติเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท
หรือวันก่อน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วย ชัชชาติ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง และสุรนันทน์ ไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นที่ร้านฟูจิ สาขาจามจุรีสแควร์ โดยไม่มีเงาของกิตติรัตน์ที่เคยเป็นเงาและเป็นผู้สนองงาน
กิตติรัตน์อาจติดภารกิจสำคัญๆ เพราะก่อนหน้านี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มอบงานให้กิตติรัตน์ทำในแทบทุกราชการงานเมือง
แต่นั่นก็ถือเป็นสัญญาณของคลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวขึ้น
ไม่นับกระแสข่าวจากคนพรรคเพื่อไทย ที่ปล่อยข่าวกวนกระแสว่า “นายใหญ่” ต้องการเขี่ยกิตติรัตน์พ้นตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะทำผลงานไม่เข้าตา ไม่สะเด็ดน้ำตามเป้า ทั้งยังมีปัญหาด้านการ “สื่อสาร”
แม้ในภาพความรู้สึกของผู้คน จะเห็นว่ากิตติรัตน์ยังคงเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “ตัวจริงเสียงจริง” ในสายตานายกฯ ยิ่งลักษณ์เสมอ และมีหน้าที่กำกับดูแลโครงการชี้เป็นชี้ตายของรัฐบาลเพื่อไทย นั่นก็คือโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งทั้งสองฤดูกาลใช้เม็ดเงินหมุนเวียนแล้วไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ไม่นับค่าบริหารจัดการไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ยิ่งได้รับคำยืนยันจากปากของกิตติรัตน์ ว่า “ผมยังกำกับดูแลโครงการรับจำนำข้าวอยู่” ก็ทำให้เชื่อมั่นเช่นนั้น
ทว่าในความเป็นจริง กิตติรัตน์แทบไม่มีบทบาทในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกแม้แต่น้อย
เพราะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ซึ่งตามกฎหมายจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และตามธรรมเนียมปฏิบัตินายกฯ จะมอบให้รองนายกฯ คนใดคนหนึ่งเป็นประธาน แต่ในรัฐบาลนี้กลับกลายเป็นว่า บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ที่ตามตำแหน่งเป็นรองประธาน ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธาน มีอำนาจสั่งระบายข้าวสาร โดยไม่ต้องผ่านรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อกิตติรัตน์
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ไม่มีสิทธิก้าวก่ายโครงการรับจำนำข้าวแม้แต่น้อย มีแต่หน้าที่จัดหาเงินให้ รมว.พาณิชย์ ลูกน้องเก่าบริหาร
แบบนี้จะถือว่าเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้หรือไม่ เพราะอำนาจที่มีอยู่ “ไม่สมราคา” ตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล กลับถูกลิดรอนไปไม่น้อย







