
เอกชนต้องจริงใจ
การออกมาขับเคลื่อนขององค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของภาคเอกชนโดยมีเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันผลักดันมาตรการต่างๆ ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการฉุดรั้งความเจริญของประเทศไทย ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งและมีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ ล่าสุดได้มีการผลักดันให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น โดยปฏิเสธการจ่ายสินบนให้กับหน่วยงานของรัฐอย่างจริงจัง
การออกมาขับเคลื่อนขององค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของภาคเอกชนโดยมีเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันผลักดันมาตรการต่างๆ ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการฉุดรั้งความเจริญของประเทศไทย ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งและมีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ ล่าสุดได้มีการผลักดันให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น โดยปฏิเสธการจ่ายสินบนให้กับหน่วยงานของรัฐอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ก็เพราะที่ผ่านมาปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นมากที่สุดในระบบราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของงบประมาณด้านการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งในแต่ละปีจะมีงบประมาณส่วนนี้หลายแสนล้านบาท โดยมีการประเมินกันว่า ทุกปีจะมีการรั่วไหลของงบประมาณในรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันจากโครงการลงทุนของรัฐราว 30% ของวงเงินงบประมาณ จนสร้างความร่ำรวยมั่งคั่งให้กับข้าราชการระดับสูงที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงและนักการเมืองมือที่ทุจริตคอร์รัปชันมาหลายรุ่นติดต่อกัน
อาทิ ในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลมีงบประมาณในส่วนของการลงทุนกว่า 4 แสนล้านบาท จากวงเงินดังกล่าวหากมีการรั่วไหล 30% ก็หมายความว่าภาษีของประชาชน จะถูกเบียดบังไปเข้ากระเป๋าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบของเงินใต้โต๊ะสูงมากกว่า 1.2 แสนล้านบาทในเวลาเพียงแค่ 1 ปี ซึ่งเป็นเม็ดเงินจำนวนเงินมหาศาลที่สามารถนำไปพัฒนาประเทศได้อีกมากมาย
ความพยายามขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ช่วยคิดค้นมาตรการต่างๆ เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ที่สำคัญปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ผ่านมา ภาคเอกชนคือส่วนประกอบสำคัญของการคอร์รัปชันโดยยินยอมที่จะจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับผลประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้นมาตรการที่จะให้เอกชนที่เข้าร่วมประมูลงานหรือจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ มาขึ้นทะเบียนโดยมีข้อตกลงว่าจะไม่ยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะ จะไม่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐล็อกสเปกโครงการ หากเอกชนรายใดไม่ยินยอมลงนามในข้อตกลง จะไม่มีสิทธิเข้าร่วมประมูลโครงการนั้นๆ
มาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะเท่ากับเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และหากสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงโดยทุกบริษัทมีความแน่วแน่และมีความตั้งใจจริงที่ร่วมกันขุดรากถอนโคนการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ ก็เชื่อแน่ว่ามาตรการดังกล่าวจะได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือความเป็นเอกภาพของภาคธุรกิจเอง จะมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งมาตรการตรวจสอบและบทลงโทษที่ภาคเอกชนจะนำมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมกันเองนั้น จะมีประสิทธิภาพมากเพียงพอหรือไม่ เพราะผลประโยชน์ที่หมุนเวียนอยู่ใต้โต๊ะแต่ละปีมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ภาคเอกชนในฐานะองค์กรที่แสวงหาผลกำไรจะมีความตั้งใจจริงมากน้อยแค่ไหน นั่นคือปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน







