posttoday
(ต้อง) ปฏิรูประบบงาน ปปช.

(ต้อง) ปฏิรูประบบงาน ปปช.

30 มกราคม 2556

ปริมาณคดีที่คั่งค้างเป็นดินพอกหางหมู ประกอบกับความล่าช้าและประสิทธิภาพในการทำงานของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. รวมทั้งกระบวนการทำงานของศาล เริ่มบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของสังคมมากขึ้นทุกที เรื่องเช่นนี้หากปล่อยไปเรื่อยโดยไม่ทำอะไร อาจนำไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” ต่อความเป็นสถาบันขององค์กรตรวจสอบอิสระ

ปริมาณคดีที่คั่งค้างเป็นดินพอกหางหมู ประกอบกับความล่าช้าและประสิทธิภาพในการทำงานของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. รวมทั้งกระบวนการทำงานของศาล เริ่มบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของสังคมมากขึ้นทุกที เรื่องเช่นนี้หากปล่อยไปเรื่อยโดยไม่ทำอะไร อาจนำไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” ต่อความเป็นสถาบันขององค์กรตรวจสอบอิสระ

ป.ป.ช.ถือเป็นหน่วยงานองค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีผลงานการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง น่าชื่นชมและเป็นที่พึ่งได้ของภาคประชาชนมาโดยตลอด แต่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในชาติ ซึ่งเรื้อรังและเลวร้ายลงทุกวัน น่าเป็นห่วงว่าระบบการทำงานที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ จึงมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปองค์กรและระบบงาน โดยที่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน สามารถริเริ่มและลงมือได้ด้วยตนเองจากภายใน สังคมควรให้กำลังใจและคอยสนับสนุน

ปฏิรูปการบริหารจัดการคดีที่คั่งค้าง

ทุกวันนี้มีเหตุการณ์ทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทุกที่ในชีวิตประจำวัน และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดเป็นคดีเข้ามาสู่ระบบและถูกบันทึกไว้เป็นสถิติ เฉพาะคดีที่ ป.ป.ช.ได้รับเองก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและสะสมเป็นดินพอกหางหมู ซึ่งยังมองไม่เห็นว่าด้วยระบบบริหารจัดการคดีอย่างที่ดำรงอยู่จะเอาชนะปัญหานี้ได้อย่างไร กล่าวคือ จากปี 2546-2550 ป.ป.ช.แถลงว่ามีคดีค้างในแต่ละปีเพิ่มขึ้นจาก 4,975 คดี เป็น 111,578 คดี นั่นหมายความว่าอัตราพอกประมาณ 1,650 คดีต่อปี

ต่อมาในปี 2551 เมื่อตั้ง ป.ป.ท.ขึ้นมาช่วยแบ่งเบา มีการมอบหมายคดีตามภารกิจให้ไปจำนวน 5,900 คดี คงเหลือค้างที่ ป.ป.ช.เพียง 5,650 คดี แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นก็สะสมใหม่ จากปี 2552-2555 ป.ป.ช.ยังมีคดีคงค้างเพิ่มขึ้นอีก คือ 6,400 คดี และ 7,121 คดี ตามลำดับ คิดเป็นอัตราพอกประมาณ 294 คดีต่อปี

ในส่วนคดีของข้าราชการระดับ 8 ลงมาที่มอบให้ ป.ป.ท.ไปนั้น ก็พบปัญหาว่า ป.ป.ท.ไม่สามารถจัดการได้ตามเจตนารมณ์ตั้งต้น อ้างว่าขาดพนักงานสอบสวนคดีทั้งด้านอาญาและด้านวินัย ต้องกลับไปพึ่งพาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.ปปป.สสก.) แต่เนื่องจากเป็นหน่วยราชการภายใต้นักการเมืองด้วยกันทั้งคู่ การทำงานจึงไม่พ้นอิทธิพลแทรกแซง ขาดความเป็นอิสระทางวิชาชีพและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเรื่องนี้ควรต้องมีการสรุปบทเรียนและทบทวนบทบาท ป.ป.ท.กันในโอกาสต่อไป

สำหรับ ป.ป.ช.นั้น ต้องกำหนดแผนปฏิบัติการในการจัดการคดีที่คั่งค้างอย่างจริงจัง และดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงทั้งหมด หรือให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้โดยต้องจำแนกคดีแต่ละประเภทให้เหมาะสม ปรับเปลี่ยนกระบวนการไต่สวนเสียใหม่

โดยคดีทั่วไปให้ใช้คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานชุดเล็กกะทัดรัด ที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่เป็นหลัก ให้ดำเนินการไต่สวนอย่างรวดเร็วแม่นยำเพื่อเสนอขึ้นมา ส่วนคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำเป็นต้องใช้คณะอนุกรรมการชุดใหญ่ มีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาประกอบและควรปรับใช้วิธีดำเนินกระบวนการไต่สวนโดยเปิดเผยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นโปร่งใส

ปฏิรูปวิถีวัฒนธรรมองค์กร

ป.ป.ช.ควรปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพองค์กรและเสริมสร้างวัฒนธรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันของประเทศ ให้มีภาพลักษณ์ของความเข้มแข็ง เฉียบขาด และมีกลยุทธ์ยิ่งขึ้น โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องมุ่งมั่นในการนำการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างศรัทธาจากสาธารณชน

กรรมการ ป.ป.ช.ไม่ควรลงไปทำงานบริหารจัดการองค์กรและงานบุคลากรเสียเอง เพราะจะเกิดความสับสนในกรอบบทบาทและอำนาจหน้าที่ แต่ต้องทำงานเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ได้ผลออกมาใช้มากขึ้น อาทิ ออกนโยบายต่อต้านทุจริตให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติและคอยติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายเหล่านั้น หรือการริเริ่มใช้มาตรการทางภาษีอากร รวมถึงการปฏิรูประบบกองทุนสนับสนุนและทำงานร่วมกับภาคประชาชนในการรณรงค์สังคม

คณะกรรมการควรกระจายอำนาจและความเข้มแข็งที่รวมศูนย์อยู่ที่ตนไปสู่พนักงานทั้งระดับบริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาชีพสืบสวนสอบสวน ปรับปรุงระเบียบภายในและปรับวิธีคิดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่ให้เป็นราชการจนเกินไปเพื่อให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ ไม่ให้รัดรึงไปด้วยระเบียบที่สร้างขึ้นเอง และไม่ถูกกดดันจากอิทธิพลนักการเมือง ข้าราชการและนายทุน

ต้องเพิ่มความเข้มแข็งให้ทั้งงานป้องกันและงานปราบปราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป.ป.ช.ควรปรับเพิ่มบทบาทของ ป.ป.ช.จังหวัดที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ ให้รวมเป็นกลุ่มจังหวัดทำหน้าที่เป็นหน่วยสอบสวนพิเศษประจำพื้นที่ สลัดตัวให้พ้นจากอิทธิพลและระบบอุปถัมภ์ที่ครอบจังหวัดอยู่ ในส่วนกลางเองก็ควรตั้งหน่วยสอบสวนพิเศษในเชิงประเด็นเป็นรายกระทรวง หรือกลุ่มกระทรวงเพื่อให้มีศักยภาพเท่าทันกับพลวัตของสังคมและกระแสเทคโนโลยี

ปฏิรูปโครงสร้างส่วนนำ

เช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ สำนักงาน ป.ป.ช.ควรต้องมีผู้บริหารสำนักงานที่เข้มแข็ง มีศักยภาพและมีทุนทางสังคมที่เหมาะสม จึงจะสามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล สามารถฝ่าแรงเสียดทานทุกรูปแบบได้ ดังนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรได้มีนักกลยุทธ์และนักบริหารมืออาชีพเข้ามาร่วมขับเคลื่อนภารกิจมากขึ้น ป.ป.ช.ควรปรับปรุงระเบียบและกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งเลขาธิการ ป.ป.ช.ให้มีความเปิดกว้าง

ส่วนในระดับกรรมการ ควรเสริมสร้างภาวะการนำในคณะกรรมการให้เข้มแข็งเป็นเอกภาพ นอกจากนั้นในระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และ/หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดให้มีกรรมการ ป.ป.ช.ด้านวิชาการและด้านประชาสังคมเพื่อเข้ามาเสริมในองค์ประกอบและภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

รวมทั้งปรับลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจาก 9 ปี เหลือเพียง 56 ปี สมัยเดียวก็พอแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69