
การฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกา
ตามพุทธประวัติ ภิกษุณีสงฆ์กำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพระนางปชาบดีโคตมี (พระแม่น้าของพระพุทธองค์ซึ่งทรงเป็นผู้เลี้ยงดูพระสิทธัตถะกุมารหลังพระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์) ได้นำ “อุบาสิกา” จำนวน 500 คน ไปขอบรรพชาอุปสมบทกับพระพุทธเจ้า หลังจากทรงตรัสรู้ได้แล้ว 5 พรรษา พระนางปชาบดีและคณะ 500 คน แสดงเจตนาอันแรงกล้า ด้วยการดำเนินด้วยพระบาทเปล่าเป็นระยะทางราว 360 กม. จากกรุงกบิลพัสดุ์ไปยังกรุงไพศาลี จนพระบาทบวม แตก โลหิตออก หลังจากพระพุทธองค์ทรงแสดงครุธรรม 8 ประการ เป็นเสมือนเงื่อนไข “อันหนัก” ให้รับปฏิบัติแล้ว ก็ทรงยินยอมให้มีภิกษุณีขึ้นเป็นรุ่นแรก แต่พระภิกษุณีสงฆ์ในอินเดียก็สาบสูญไปนานก่อนพระพุทธศาสนาจะปลาสนาการไปจากอินเดียเมื่อถูกเข่นฆ่าทำลายจนสิ้นซากโดยมุสลิมเมื่อราว พ.ศ. 1750
ตามพุทธประวัติ ภิกษุณีสงฆ์กำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพระนางปชาบดีโคตมี (พระแม่น้าของพระพุทธองค์ซึ่งทรงเป็นผู้เลี้ยงดูพระสิทธัตถะกุมารหลังพระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์) ได้นำ “อุบาสิกา” จำนวน 500 คน ไปขอบรรพชาอุปสมบทกับพระพุทธเจ้า หลังจากทรงตรัสรู้ได้แล้ว 5 พรรษา พระนางปชาบดีและคณะ 500 คน แสดงเจตนาอันแรงกล้า ด้วยการดำเนินด้วยพระบาทเปล่าเป็นระยะทางราว 360 กม. จากกรุงกบิลพัสดุ์ไปยังกรุงไพศาลี จนพระบาทบวม แตก โลหิตออก หลังจากพระพุทธองค์ทรงแสดงครุธรรม 8 ประการ เป็นเสมือนเงื่อนไข “อันหนัก” ให้รับปฏิบัติแล้ว ก็ทรงยินยอมให้มีภิกษุณีขึ้นเป็นรุ่นแรก แต่พระภิกษุณีสงฆ์ในอินเดียก็สาบสูญไปนานก่อนพระพุทธศาสนาจะปลาสนาการไปจากอินเดียเมื่อถูกเข่นฆ่าทำลายจนสิ้นซากโดยมุสลิมเมื่อราว พ.ศ. 1750
แต่พระภิกษุณีก็ไม่เคยสูญสิ้นไปจากโลก โดยเฉพาะในสายมหายาน ซึ่งสามารถสืบสานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันใน 3 ประเทศ คือ เกาหลี จีน และไต้หวัน
สำหรับในสายเถรวาท พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่ไปลงรากปักฐานในศรีลังกาครั้งแรกในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทรงสังคายนาพระไตรปิฎกและปฏิรูปคณะสงฆ์จนบริสุทธิ์แล้ว ทรงส่งสมณทูตออกไปเผยแผ่พุทธศาสนายังประเทศต่างๆ รวม 9 สาย สำหรับศรีลังกา นำโดยพระมหินทเถระพระโอรสซึ่งพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์ศรีลังกาทรงศรัทธาและทำให้มีการบวชกุลบุตรชาวสิงหลเป็นพระภิกษุจำนวนมาก
ตามหลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์ทีปวงศ์ ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เก่าแก่ของศรีลังกา พระนางอนุลา พระมเหสีของพระอนุชาของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงฟังธรรมจากพระมหินทเถระแล้ว ได้ดวงตาเห็นธรรม ประสงค์จะบวช แต่พระมหินทเถระไม่สามารถบวชให้ได้ ต้องให้พระภิกษุณีเป็นผู้บวชให้ก่อน พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ จึงส่งราชทูตไปขอพระภิกษุณีจากพระเจ้าอโศกมหาราชมาบวชให้แก่กุลสตรีชาวสิงหล ซึ่งพระเจ้าอโศกฯ ได้โปรดให้พระสังฆมิตตาเถรีพระธิดามาให้ตามประสงฆ์ จนภิกษุณีสงฆ์ก่อกำเนิด และเป็นปึกแผ่นขึ้นในแผ่นดินศรีลังกา
แต่เพราะแผ่นดินศรีลังกาถูกครอบครองโดยกษัตริย์ต่างศาสนา คือชาวทมิฬซึ่งนับถือศาสนาฮินดูเป็นระยะๆ ซึ่งบางพระองค์ก็โหดร้ายไม่เปิดกว้างให้แก่ศาสนิกต่างศาสนา และแม้กษัตริย์สิงหลที่เป็นชาวพุทธเอง บางครั้งก็ขัดแย้งรุนแรงกับศาสนจักรจนในที่สุดพุทธศาสนาก็เสื่อมโทรมและเกือบสูญหายไปจากแผ่นดินลังกา ทำให้ต้องมีการฟื้นฟูพุทธศาสนาขึ้นใหม่ ด้วยการปฏิรูปภายในและอาราธนาพระเถระจากพม่ารามัญและสยามเข้าไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งในแผ่นดินอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ทรงส่งพระสมณทูตนำโดยพระอุบาลีมหาเถระไปบวชให้แก่กุลบุตรชาวสิงหล จนเกิดนิกายสยามวงศ์สืบทอดมาตราบปัจจุบัน
โดยที่พุทธศาสนาสยามวงศ์มีแต่พระภิกษุ ไม่มีพระภิกษุณี ทำให้ไม่มีการฟื้นคืนชีพพระภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกาขึ้นในสมัยนั้น พระภิกษุณีสงฆ์จึงสูญหายต่อเนื่องมาอีกหลายร้อยปี เพิ่งมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2538 นี้เอง
ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพระภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในศรีลังกา คือ ท่านภิกษุณี ดร.โกโลนนาเว กุสุมา ปัจจุบันอายุย่างเข้า 84 ปี ซึ่งต่อไปจะเรียกท่านสั้นๆ ว่าท่านกุสุมา
ท่านกุสุมา เกิดเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2472 เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องรวมทั้งหมด 5 คน บิดาของท่านคือ ดอน คอร์เนลีส คุณวาร์เดเน เป็นวิศวกรโยธา แม่ของท่านคือ เอมิเลีย บาร์โทโลมิวส์ ราชปักเษ ท่านมีชีวิตเยาว์วัยที่แสนสุข ในครอบครัวชาวพุทธที่ถือศีลปฏิบัติธรรมเป็นประจำ ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาตรีจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นดี ได้ทำงานเป็นครูในโรงเรียน และต่อมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ได้แต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่น มีบุตรชายหญิงรวม 6 คน เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและญาติพี่น้อง ท่านทำบุญให้ทานเป็นประจำ และได้เข้าไปฝึกทำวิปัสสนาสมาธิในสำนักวิปัสสนาด้วย
เมื่ออายุได้ 40 ปี มูลนิธิเอเชียให้ทุนท่านไปศึกษาปริญญาโทสาขาชีววิทยาโมเลกุลในสหรัฐ และให้ทุนท่านเดินทางไปศึกษาดูงานรอบโลก หลังกลับจากการศึกษาดูงานท่านตัดสินใจหันไปศึกษาปรัชญาพุทธศาสนาแทน จนได้ปริญญาโทเมื่อท่านอายุได้ 44 ปี หลังจากนั้นท่านได้ศึกษาทางธรรมอย่างลุ่มลึกต่อไป
สิ่งที่ทำให้ท่านสนใจเกี่ยวกับสตรีและพุทธศาสนา คือ “เถรีกถา” ท่านมีประสบการณ์ตรงกับ “แม่ชี” เพราะน้องสาวของแม่บวชเป็นชี ซึ่งในศรีลังกาเรียกว่า “ทศศีลมาตา” (Dasasil Matha) หรือ “มารดาผู้ถือศีลสิบ” นั่นเอง นอกจากนี้ท่านยังได้รู้จักกับแม่ชีอีกท่านหนึ่งซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมโบ และสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนของลูกสาวท่าน หลังจากสนทนากันทำให้ท่านสนใจในเรื่องของ “แม่ชี” อย่างมาก เนื่องจากสถานะของแม่ชีมีสภาพเป็น “คนชายขอบ” เพราะคณะสงฆ์ก็ไม่ยอมรับเนื่องจากคนเหล่านี้มิได้เป็นส่วนหนึ่งของ “บริษัทสี่” คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และมิได้บวชตามพระวินัยในพุทธศาสนา ขณะเดียวกันโลกของฆราวาสก็ถือว่าคนเหล่านี้มิใช่สมาชิกของ “คฤหัสถ์” เนื่องจากเป็นผู้ “ละบ้านเรือน” ไปแล้ว
บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้ท่านศึกษาเรื่อง “การบรรลุธรรมของผู้หญิง” อีกคนหนึ่งเป็นสตรีชาวเยอรมัน ชื่อ อิลเซ เลเดอร์มานน์ (Ilse Ledermann) ซึ่งเป็น “อุบาสิกา” ห่มขาว ได้เดินทางมาศึกษาปฏิบัติธรรมในประเทศไทยระยะหนึ่งและประสงค์จะหา “ที่พักพิง” ในศรีลังกา เพื่อ “แสวงหาชีวิตทางธรรม” ต่อไป เธอได้ชื่อท่านกุสุมาและติดต่อมา ซึ่งท่านก็รีบตอบรับ สุภาพสตรีเยอรมันผู้นี้มาอยู่ในศรีลังกาได้ระยะหนึ่ง ก็ตัดสินใจบวชเป็น “ทศศีลมาตา” ที่วัดอวชิรารามในกรุงโคลัมโบ ได้ชื่อฉายาใหม่ว่า “อารยเขมา” ท่านได้อุทิศเงินสร้างอาศรมแม่ชีที่เกาะแห่งหนึ่งในศรีลังกาและยังได้สร้างอาศรมและวัดพุทธอีกหลายแห่งทั่วโลก
ปัจจุบันท่านละสังขารไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2540 ปฏิปทาและเป้าหมายชีวิตอันแน่วแน่ของท่านอารยเขมา เป็นแรงบันดาลใจให้ท่านกุสุมาสนใจศึกษาเรื่องของทศศีลมาตาอย่างเป็นระบบ จนเป็นผลให้เกิดการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกา ขึ้นมาได้อย่างงดงาม







