posttoday
ยุทธศาสตร์ "ตัดแปะ" ดับฝัน "แก้จน"

ยุทธศาสตร์ "ตัดแปะ" ดับฝัน "แก้จน"

25 มกราคม 2556

ถือเป็นการโชว์วิสัยทัศน์บนเวทีแบบไร้รอยตะเข็บไม่มีสคริปต์ เป็นครั้งแรก ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดย...จตุพล สันตะกิจ

ถือเป็นการโชว์วิสัยทัศน์บนเวทีแบบไร้รอยตะเข็บไม่มีสคริปต์ เป็นครั้งแรก ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการมอบนโยบาย “ยุทธศาสตร์ประเทศ” ให้แก่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้าราชการระดับสูงหลายร้อยคน เป็นเวลานานกว่าชั่วโมงเศษ

งานนี้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์วาดฝันอนาคตประเทศไทยปี 2570 ด้วยท่วงท่าที่เห็นได้ชัดเจนว่า “มั่นใจ” ในอำนาจที่กระชับในมือมาแล้ว 1 ปีครึ่ง

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้ชี้แจงยุทธศาสตร์ประเทศไว้ 4 ด้าน คือ 1.การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 2.การลดความเหลื่อมล้ำ3.สร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 4.ปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

เฉพาะยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ระบุว่า ต้องเร่งทำให้ประเทศไทยหลุดจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง พร้อมตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 56% และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 544,213 บาท/คน/ปี ภายในปี 2570

นั่นหมายถึงว่าคนไทยจะมีรายได้สูงขึ้นถึง 3 เท่าตัวจากปี 2554 ที่คนไทยมีรายได้/หัวแค่ปีละ 155,926 บาท

สอดรับกับยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม ที่มีเป้าหมายลดความยากจนกระจายรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำรายได้ เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์การสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Growth Economy ซึ่งเน้นการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก

หากเรียกยุทธศาสตร์ประเทศอย่างกระชับว่า “แผนเลิกจน” คงไม่ผิดนัก แม้นั่นจะทำให้อดหวนคิดถึงนโยบาย “คนจนจะหมดไปใน 6 ปี” ของบางรัฐบาลก็ตาม

ขณะที่การต่อต้านคอร์รัปชัน สร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนภายใต้ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสและความเสมอภาคนั้น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ พูดแตะเพียงเล็กน้อย

โดยเปรียบว่า การทุจริตคอร์รัปชัน คือ “โอกาสที่หายไป” ทั้งๆ การทุจริตเป็นเหตุหลักที่ถ่วงทับให้ทุกองคาพยพของชาติต้องสะดุดหยุดนิ่งในอดีต

แต่ผู้คนในประเทศกลับมองว่านี่คือรากเหง้าที่บ่อนทำลายคนไทย

ถึงแม้ว่าการประกาศยุทธศาสตร์ครั้งนี้หลายอย่างจะเป็นของเก่าที่หลายรัฐบาลเขียนไว้เป็นยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลกล้าที่จะนำแผนมาตัดแปะให้เห็นเป้าหมาย

ทว่า หากไล่เรียงภาพฝันที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์วาดไว้กับหนทางปฏิบัติของเหล่ารัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ “เป็นมือเป็นไม้” ในการปฏิบัติกิจที่ผู้นำประเทศต้องบอกเพียงว่าผิดแผกแตกต่างกันสิ้นเชิง ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบก็ว่าได้

จนต้องเรียกมาจูนคลื่นความคิดกันเสียใหม่ก็ว่าได้

เอาเฉพาะกรณีการผลักดันร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เป็นการสร้างความเสมอภาคในการถือครองที่ดินและการจัดการทรัพย์สิน ลดปัญหารวยกระจุก จนกระจาย

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ลั่นวาจาตั้งแต่เดือน ก.ย.ปีที่แล้วว่า จะเสนอกฎหมายเข้า ครม.และเสนอสภาฯ ต่อไป แต่จนแล้วจนรอดร่างกฎหมายที่ยกร่างกันมานานทศวรรษยังไปไม่ถึงไหน

เพราะศึกษากันอย่างไรก็ยังไม่ “รอบคอบ” เสียที และไม่น่าจะเสร็จในปี 2556 ด้วย

“ผมถูกโจมตีและถูกต่อว่าที่ดึงเรื่องไว้ เพราะเกรงใจนายทุน จึงไม่ยอมผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ที่ดำเนินการไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว แต่ผมมีเพียงข้อเดียวและหาคำตอบไม่ได้ว่า ในร่างมีการเสนอให้จัดเก็บภาษีที่อยู่อาศัย จึงมีคำถามว่าผู้ที่มีที่ดินปลูกบ้านเรือนไว้อาศัยที่ขณะนี้ไม่ต้องเสียภาษี หากต้องมาเสียภาษีจะเหมาะสมหรือไม่” กิตติรัตน์ ระบุ

ก็อย่างรู้กันอยู่ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องการเรียกเก็บภาษีกับนายทุนที่ตุนที่ดินไว้มากๆ เพื่อเก็งกำไรหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อให้กระจายการถือครองที่ดินให้คนจนที่ไม่มีที่ดินทำกินได้มีที่ทำกินกับเขาบ้าง ไม่ใช่อยู่ในแผ่นดินไทยในฐานะผู้เช่าที่ดินทำกินกันชั่วลูกหลาน

แต่มาติดขัดที่ประเด็นอัตราจัดเก็บภาษีสำหรับที่ดินที่อยู่อาศัย ที่ไร่ ที่สวน ว่าจะเก็บภาษีกันในอัตราเท่าไหร่

ประเด็นแค่นี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่น่าหนักอกหนักใจหรือเกินความสามารถและสติปัญญาของ รมว.คลัง คนนี้แน่นอน

ที่สำคัญ รมว.คลัง ต้องไม่ลืมว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ

ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุชัดเจนว่า คนรวย 10% ของประเทศ และคนจน 10% ของประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างด้านรายได้และทรัพยากร 22.8 เท่า ในปี 2552 เป็นเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม

หรือกรณียุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศที่นายกรัฐมนตรีวาดฝันจะสร้างพลังงานสีขาว

แต่ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เจ้ากระทรวงพลังงาน ส่งสัญญาณว่า จะเลิกนโยบายสนับสนุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งๆ เป็นพลังงานสะอาด และรัฐบาลทุกชุดสนับสนุนเรื่อยมา โดยอุดหนุนส่วนต่าง 6.508 บาทต่อหน่วย เล่นเอาบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กำกับด้านพลังงาน และบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ “โซลาร์เซลล์” หายใจไม่ทั่วท้องไปตามๆ กัน

ขณะที่รัฐมนตรีหัวใสยังผุดโครงการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนโดยใช้ก๊าซชีวภาพจากหญ้าเลี้ยงช้างหรือหญ้าเนเปียร์ 1 หมื่นแห่ง เงินลงทุนแห่งละ 100 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งผลิตไฟฟ้าได้ 1 เมกะวัตต์

ส่วนเหล่าข้าราชการจำต้องก้มหน้าเป็นลูกขุนพลอยพยักไปกับท่านรัฐมนตรี สั่งศึกษาแผน 10 ปี ลงทุนโรงไฟฟ้าหญ้าเลี้ยงช้างชงให้รัฐมนตรีได้ชื่นใจ

เรียกว่าเป็นการคิดนอกกรอบ รอบนี้ทำให้หุ้นพลังงาน “แดงทั้งกระดาน” แม้ว่ายุทธศาสตร์ประเทศจะได้กำหนดทิศทางการพัฒนาพลังงานสะอาดไว้ในแผน และผ่านความเห็นชอบ ครม.ตั้งแต่ปีที่แล้ว รมว.พลังงานเองก็รับรู้ตั้งแต่ต้น เหตุไฉนข้อสั่งการกลับตาลปัตรเช่นนี้

นี่คือแผลของยุทธศาสตร์ของรัฐบาลกับการทำงานที่เดินไปคนละทางของผู้กำกับนโยบาย

เช่นเดียวกับเป้าหมายการของเป็นศูนย์กลางผลิตอาหารคุณภาพที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์หมายมั่นปั้นมือหวังไว้ก็เหมือนจะเป็นภาพที่เลือนราง

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ นโยบายการรับจำนำสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ที่ไม่คำนึงคุณภาพและมุ่งเฉพาะปริมาณผลผลิต ทำให้ชาวนามุ่งเพิ่มเมล็ดข้าวเปลือก ใส่ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลงกันไม่ยั้งมือ เพื่อจะได้นำข้าวทุกเมล็ดเข้าโครงการของรัฐบาล

สถิติของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2555 ไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีและยากำจัดศัตรูพืช 105,804.59 ล้านบาท

ปี 2554 ที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 104,144.10 ล้านบาท ขณะที่ปี 2552 ไทยนำเข้า 62,293.31 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25% ต่อปี ต่อเนื่องเรียกว่าการใช้ปุ๋ยและยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

แล้วอย่างนี้ใครจะมั่นใจว่า ไทยจะเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพ เพราะวัตถุดิบผลิตออาหารแทบทุกอย่าง หรือแม้แต่ข้าวทุกเมล็ดล้วนพึ่งพาสารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

ยุทธศาสตร์ที่ประกาศกับสภาพความเป็นจริงเดินเป็นเส้นขนานกันชัดเจน

“ผมไม่อยากสรุปว่า ที่ไทยนำเข้าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้น เพราะการรับจำนำข้าว พืชอื่นๆ ก็ใช้ปุ๋ยเยอะ เช่น มัน ปาล์ม และยางพารา แต่หากเราต้องการเป็นครัวของโลก เราก็ต้องทำบางอย่างที่จะลดการใช้ปุ๋ยและยา” อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุ

ประเด็นการจัดการกำลังคนภาครัฐยังเป็นปัญหาเรื้อรังอยู่ และเป็นที่รู้กันในวงราชการว่า หากใครต้องการไต่เต้าขึ้นตำแหน่งที่สูงกว่า ถ้าไม่วิ่งหา “เจ๊ ด.” ไม่ส่งส่วย ก็หมดสิทธิขึ้นรั้งตำแหน่งใหญ่อย่างผู้ว่าฯ อธิบดี หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่

กระทั่งการท่อง ครม.สัญจร แต่ละครั้งข้าราชการนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องจัดงบเลี้ยงดูปูเสื่อคนละหลายแสนบาท

แล้วอย่างนี้จะมี “มืออาชีพ” ที่ไหนจะเข้ามารับราชการ จึงไม่แปลกใจที่วันนี้ระบบราชการและการบริหารงานภาครัฐอยู่ในภาวะอ่อนแอ ขณะที่ภาพลักษณ์การทุจริตประพฤติมิชอบร่วงลงทุกปี

ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า หากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ต้องการผลักดันยุทธศาสตร์ประเทศให้ลุล่วงคงต้องเหนื่อยหนัก ในขณะที่นโยบายประเทศที่มีการโชว์วิสัยทัศน์บนเวทีก็ไม่ใช่ของใหม่หรือสิ่งที่แปลกใหม่

ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ต่อสู้กับความยากจน นโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน และยุทศาสตร์ 4 ปีสร้าง 4 ปีซ่อม สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขในสมัยรัฐบาลขิงแก่ ส่วนรัฐบาลสมัคร แม้ไม่มียุทธศาสตร์ที่โดดเด่น แต่ก็เน้นนโยบายประชานิยมเช่นเดียวกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และมี “มาตรการ 6-6” รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี น้ำฟรี ไฟฟ้าฟรี เป็นต้น

ถัดมารัฐบาลสมชายไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นกัน เพราะแม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังไม่เคยเข้ามาทำงานในทำเนียบฯ แม้แต่วันเดียว ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุด คือ “ยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศ” มีการระดมนักคิดและผู้รู้มาวางยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้งในสังคม

แต่แทบทุกยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการเขียนหรือวาดภาพให้ดูหรู แต่ไม่มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่ยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างไร

ไม่ชัดเจนแม้ว่า ใครจะเป็นผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ประกาศไว้ให้บรรลุผล

ขณะที่องคาพยพระดับกระทรวงก็เดินไปคนละทางกับยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้

ยุทธศาสตร์ของประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประกาศไว้จึงไม่แคล้วกลายเป็นยุทธศาสตร์ “ตัดแปะ” ก็ว่าได้

เพราะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียุทธศาสตร์มานับไม่ถ้วน และมีเป้าหมายไม่แตกต่างกัน เพียงแต่การทำงานไม่ต่อเนื่อง ฝ่ายนโยบายสั่งอย่าง ฝ่ายปฏิบัติทำอีกอย่าง จนต้องรื้อยุทธศาสตร์มาปัดฝุ่นกันใหม่อยู่ร่ำไป

ประเทศไทยจึงย่ำอยู่กับที่ เหมือนปูขาเก...

หากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และคณะต้อง‌การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จริงๆ ต้องกำหนดแผน‌ปฏิบัติและกำหนดขอบเขตผู้รับผิดชอบและมีตัว‌วัดในการเดินไปสู่เป้าหมายให้ชัดเจนกว่านี้

ที่สำคัญ การเสนอขอใช้งบประมาณของ‌ประเทศในแต่ละปีต้องสอดคล้อง แต่ตอบ‌คำถามของยุทธศาสตร์ที่ประกาศไว้ให้ได้ ไม่ใช่‌ของบตามแต่จะรังสรรค์ขึ้นมาเช่นปัจจุบันที่ไร้‌ทิศทาง

ไม่เช่นนั้นก็ทำได้แค่ฝันเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย