
จุดเปลี่ยนปัญหาโลกร้อน
แม้ปัญหาโลกร้อนจะเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกรู้ดีถึงความร้ายแรงและผลกระทบมาโดยตลอด ทว่าด้วยวิกฤตเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมืองโลกที่เกิดขึ้น ก็ทำให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวถูกลดทอนความสำคัญลงไปในระยะหลายปีหลังที่ผ่านมา
แม้ปัญหาโลกร้อนจะเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกรู้ดีถึงความร้ายแรงและผลกระทบมาโดยตลอด ทว่าด้วยวิกฤตเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมืองโลกที่เกิดขึ้น ก็ทำให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวถูกลดทอนความสำคัญลงไปในระยะหลายปีหลังที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แอนดริว สเตีย ประธานและซีอีโอของสถาบันทรัพยากรโลก ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมอง ได้ให้ความเห็นว่าในปี 2556 จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการแก้ปัญหาโลกร้อน เพราะทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เอกชน และประชาสังคมในหลายประเทศ ได้หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวมากขึ้น
ล่าสุด ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ได้กล่าวภายหลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ว่าปัญหาโลกร้อนถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ต้องจัดการในลำดับต้นๆ
สาเหตุที่ไปกระตุ้นทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวก็คือ ในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่สภาวะอากาศโลกเกิดการแปรปรวนมากที่สุดในรอบหลายปี เช่น สหรัฐต้องประสบกับภาวะอากาศร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ไฟป่า ภัยแล้ง และน้ำทะเลหนุนสูง
ขณะเดียวกันในแต่ละปีปัญหาโลกร้อนและภัยพิบัติที่รุนแรง ก็ได้ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนที่ 1.6% ของจีดีพีโลก
ฉะนั้น ในอนาคตจึงมีโอกาสจะได้เห็นรัฐบาลประเทศต่างๆ หันมาลงทุนในด้านพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ที่สะอาดมากยิ่งขึ้น อาทิ พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม และก๊าซธรรมชาติ
ถึงกระนั้นสิ่งที่น่ากังวลก็คือ แม้ว่าทุกฝ่ายจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกรงว่าการจะป้องกันผลกระทบจากโลกร้อนด้วยการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนให้ได้ 8090% ในปี 2593 อาจไม่ทันการณ์ เพราะปัจจุบันแนวโน้มลงทุนพัฒนาพลังงานทางเลือกของเอกชนไม่สูงมากเหมือนที่รัฐบาลต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันข้อกำหนดและความต้องการของตลาดด้านพลังงานทดแทน ยังไม่จูงใจให้เอกชนหันมาลงทุนอย่างจริงจังมากพอ







