
รับมือบาทแข็ง
นายกฯเรียกคลังแบงก์ชาติถกด่วนหวั่นกระทบส่งออกเล็งหารือเอกชน
นายกฯเรียกคลังแบงก์ชาติถกด่วนหวั่นกระทบส่งออกเล็งหารือเอกชน
วิตกเงินบาทแข็งค่าเร็ว นายกฯ เชิญคลัง และ ธปท.มารายงานสถานการณ์ทุกสัปดาห์ หวั่นกระทบส่งออกเอสเอ็มอีหนัก
เมื่อวันที่ 23 ม.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาหารือด่วน ถึงมาตรการรับมือปัญหาเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว จนหลุดกรอบ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก
ทั้งนี้ นายกฯ ต้องการให้กระทรวงการคลัง ธปท. และ สศช.ได้มีการหารือเรื่องค่าเงินร่วมกันทุกสัปดาห์ เพื่อจะได้เตรียมมาตรการรับมือได้อย่างทันท่วงทีหากค่าเงินผันผวน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และขอให้ทุกฝ่ายอย่าตกใจ เพราะยังไม่มีสัญญาณอันตรายกับระบบเศรษฐกิจ และในเร็วๆ นี้จะนัดหารือกับกลุ่มผู้ส่งออกเพื่อให้เตรียมปรับตัวรับความผันผวนและผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ด้านนายกิตติรัตน์ ระบุว่า การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของ ธปท. จึงไม่อยากให้ความเห็นที่เกินขอบเขต ส่วนเงินบาทจะแข็งค่าอีกนานเท่าไรนั้น เป็นเรื่องของอนาคต รัฐบาลมีหน้าที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการนำเข้าวัตถุดิบ เงินบาทก็ไม่จำเป็นต้องแข็งค่าขึ้นอีก แน่นอนว่าทุกฝ่ายต้องการเห็นค่าเงินมีเสถียรภาพ และเรื่องนี้มีผลกระทบ 2 ด้าน คือ ผู้ส่งออกจะต้องทำงานลำบากมากขึ้น แต่ผู้นำเข้าได้ประโยชน์จึงเงียบไป
นายประสารได้ระบุในระหว่างการหารือว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องเป็นผลจากเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดเงินจำนวนมาก เป็นเพราะเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง นักลงทุนจึงต้องการเก็บรักษาเงินไว้ในที่ปลอดภัย ทำให้เงินไหลเข้ามากดดันให้เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
นักค้าเงินจากธนาคารกรุงเทพรายงานค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ว่า ปิดตลาดอ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ 29.74/78 บาท/เหรียญสหรัฐ จากเปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 29.73/75 บาท/เหรียญสหรัฐ เนื่องจากตลาดมองว่ารัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทมากขึ้น แต่คาดว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง







