
Arab Eco Spring เมื่อโลกอาหรับขยับรับกระแสพลังงานสีเขียว
ตั้งแต่เริ่มปีใหม่มายังไม่ถึงเดือน นอกจากฟากฝั่งของยักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกาจะมีเรื่องให้สั่นสะเทือนโลกแล้วฝั่งของประเทศยักษ์ใหญ่ผู้กุมชะตาราคาน้ำมันของโลกอย่างกลุ่มประเทศอาหรับ ก็มีความเคลื่อนไหวที่แม้จะไม่สั่นสะเทือนโลกมากนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่สำนักข่าวทั่วโลกกำลังจับตามองถึงก้าวย่างสำคัญที่มีคำจำกัดความสั้นๆ แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในสังคมของประเทศผู้ค้าน้ำมันและร่ำรวยมากอย่างกลุ่มประเทศอาหรับ นั่นคือ Arab Eco Spring หรือกระแสการปฏิวัติไปสู่สังคม (พลังงานสีเขียว) ของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง
ตั้งแต่เริ่มปีใหม่มายังไม่ถึงเดือน นอกจากฟากฝั่งของยักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกาจะมีเรื่องให้สั่นสะเทือนโลกแล้วฝั่งของประเทศยักษ์ใหญ่ผู้กุมชะตาราคาน้ำมันของโลกอย่างกลุ่มประเทศอาหรับ ก็มีความเคลื่อนไหวที่แม้จะไม่สั่นสะเทือนโลกมากนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่สำนักข่าวทั่วโลกกำลังจับตามองถึงก้าวย่างสำคัญที่มีคำจำกัดความสั้นๆ แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในสังคมของประเทศผู้ค้าน้ำมันและร่ำรวยมากอย่างกลุ่มประเทศอาหรับ นั่นคือ Arab Eco Spring หรือกระแสการปฏิวัติไปสู่สังคม (พลังงานสีเขียว) ของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง
ความตื่นตัวในเรื่องพลังงานสีเขียว ทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การอนุรักษ์พลังงาน เรื่อยไปจนถึงการสร้างเมืองทั้งเมืองที่จะใช้เฉพาะพลังงานทดแทน โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้เงินเนรมิตได้ทุกอย่าง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE และซาอุดีอาระ…เบียนั้น ได้มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2007–2011 โดยทั้ง 2 ประเทศดังกล่าว ก็ยืนยันว่าพร้อมจะประกาศตัวเป็นผู้นำในการพัฒนาพลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
โดยการขานรับแนวคิด Eco Spring ในประเทศตะวันออกกลาง มีอยู่ 3 กระแสที่กำลังจะเป็นเหมือนพิมพ์เขียวสำคัญ ที่ได้สร้างภาพและส่งสัญญาณชัดๆ ให้ทั่วโลกได้เห็นกันแล้ว คือ
1.แนวคิด Green Building หรือการอนุรักษ์พลังงานผ่านการออกแบบและสร้างอาคารและตึกสูง ซึ่งคงต้องยอมรับว่าเมืองชั้นนำอย่างดูไบ และอาบูดาบี กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่ศูนย์กลางของอาคารสูงที่มีการออกแบบทันสมัย และที่สำคัญจะเป็นอาคารอัจฉริยะในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการลดใช้พลังงาน ที่น่าจะเป็นต้นแบบของโลกในไม่ช้า
โดยประเด็นในเรื่องการออกแบบและสร้างตึกสูงดังกล่าว รัฐบาลของ UAE ได้มีกฎหมายที่เข้มงวดและบังคับทุกอาคารสร้างใหม่จำเป็นต้องติดฉลากระบุค่าการใช้พลังงานต่อพื้นที่ใช้สอย 1 ตารางเมตร รวมไปถึงต้องบอกค่าประสิทธิภาพของอุปกรณ์พลังงานชนิดต่างๆ โดยอาคารสูงสร้างใหม่ในอาบูดาบีและดูไบ เกือบทุกอาคารเป็นอาคาร Green Building ที่ไม่เพียงออกแบบได้สวยงาม แต่ยังคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงานอย่างเข้มข้นด้วย รวมไปถึงในกลุ่มอาคารเก่าทั้งของภาครัฐและเอกชน ก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อเข้าสู่กระแส Eco Spring นี้ด้วย
2.การส่งเสริมพลังงานทดแทนเต็มรูปแบบ แม้กระแสนี้จะดูขัดหูขัดตา และดูไม่น่าจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินที่พระเจ้าได้สร้างให้มีพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบแบบขุดไปตรงไหนก็เจอตรงนั้นอย่างในประเทศตะวันออกกลาง แต่ก็ไม่ใช่กับในประเทศ UAE เพราะรัฐบาล UAE มีความพร้อมและได้ผลักดันในเรื่องการพัฒนาพลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนสูงถึง 15% ภายในปี 2020 และได้เน้นไปที่การพัฒนาระบบของพลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือ Solar เป็นหลัก
UAE ได้มีการประกาศสร้างเมืองใหม่ในอาบูดาบี ภายใต้ชื่อว่า Masdar City ซึ่งจะเป็นเมืองต้นแบบของโลก ที่ใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ 100% และพร้อมจะให้เมือง Masdar City แห่งนี้ มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่จะมีความโดดเด่นในการเป็นศูนย์องค์ความรู้ด้านพลังงานทดแทน และการค้นคว้าพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ๆ โดยจะเน้นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ ได้แก่ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal)
3.ส่งเสริมแนวคิด Green City บทบาทที่สำคัญอีกประการของประเทศตะวันออกกลางอย่าง UAE คือ เป็นเจ้าภาพหลักของทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ หรือ International Renewable Energy Agency : IRENA ซึ่งถือเป็นองค์กรที่จัดตั้งเพื่อดูแลเกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศด้านพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน ซึ่งได้เปิดรับสมาชิกจากประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) และจากองค์การทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมก่อตั้งทบวงการพลังงานฯ เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2552 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
โดย IRENA มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศโดยสมบูรณ์ และธรรมนูญของ IRENA มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2553 มีสำนักงานใหญ่ (Headquarters) ตั้งอยู่ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และปัจจุบันมี 104 ประเทศที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก และอีก 55 ประเทศแสดงเจตจำนงในการเข้าร่วม โดยในส่วนเอเชียตะวันออก ประเทศที่เป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์แล้ว ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มองโกเลีย และในกลุ่มอาเซียน ประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ IRENA แล้ว คือ มาเลเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศไทยยังต้องรอผลสรุปจากการประชุมร่วม 2 สภาตามระเบียบของรัฐธรรมนูญ จึงจะหาข้อสรุปต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนผ่านภาคีสมาชิก IRENA ดังกล่าว เบื้องต้นจะช่วยส่งเสริมทิศทางของการเป็น Green City ให้แก่ประเทศที่เป็นเครือข่าย เพราะจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้านพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสามารถขยายผลในเรื่องดังกล่าวไปยังภาคเอกชนของแต่ละประเทศได้อีกด้วย
และในท้ายสุดนี้ เมื่อถอดบทเรียนจาก Arab Eco Spring ก็ต้องยอมรับว่า กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ด้วยความเป็นประเทศที่ร่ำรวย และพร้อมจะเนรมิตทุกอย่างได้ด้วยเงินตรา และอำนาจของการเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซึ่งการปฏิวัติเพื่อขยับไปสู่การเปลี่ยนแปลงและให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสีเขียวเพิ่มขึ้นนี้ แม้จะทำดูเหมือนง่ายดาย แต่ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณหนึ่งได้ว่า ประเทศในตะวันออกกลางเองก็เตรียมความพร้อมในการลดใช้พลังงานจากฟอสซิล โดยเฉพาะน้ำมันดิบ เพราะแม้จะมีทรัพยากรดังกล่าวที่พระเจ้าสร้างไว้ให้มากมายมหาศาลแค่ไหน แต่ย่อมมีวันหมดไปเช่นกัน
ดังนั้น สัญญาณเตือนของ Arab Eco Spring ก็อาจเป็นการเตรียมความพร้อมให้โลกได้เปิดรับและจริงใจกับกระแสการใช้พลังงานสีเขียวเพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในประเทศที่ผมเชื่อว่าปัจจุบันมีความพร้อมมากที่สุดในเรื่องดังกล่าวก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล คือ Thailand Land Of Smile ที่นี่นี่เอง
สวัสดีปีใหม่ครับ (และในตอนหน้า ผมจะกลับมาเล่าว่าประเทศไทยจะก้าวไปสู่สังคมสีเขียวได้อย่างไร โปรดติดตามครับ)







