
ฟองสบู่ใหม่
คำเตือนของ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤตการเงินในสหรัฐได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกำลังเกิดการเก็งกำไรในตลาดสินทรัพย์อย่างร้อนแรงจนเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น อันเป็นผลพวงจากการที่เฟดใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ระหว่าง 00.25% มานานถึงเกือบ 4 ปีแล้ว
คำเตือนของ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤตการเงินในสหรัฐได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกำลังเกิดการเก็งกำไรในตลาดสินทรัพย์อย่างร้อนแรงจนเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น อันเป็นผลพวงจากการที่เฟดใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ระหว่าง 00.25% มานานถึงเกือบ 4 ปีแล้ว
ต้องยอมรับกันว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขวิกฤตการเงินในสหรัฐตั้งแต่ช่วงปี 2008 ที่ผ่านมานั้น ได้ก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมามากมาย
นอกเหนือจากการทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าแล้ว เงินที่รัฐบาลสหรัฐและเฟดอัดลงมาสู่ระบบนั้น แทนที่จะลงสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคจริง แต่ทว่ากลับไหลเข้าสู่ตลาดเก็งกำไรต่างๆ
สภาพที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จึงบอกได้ว่าตลาดหุ้น ตลาดเก็งกำไร และตลาดสินทรัพย์อื่นๆ ฟื้นตัวขึ้น สวนทางกับเศรษฐกิจภาคจริงที่ยังซบเซาอยู่ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
ถามว่าผลนั้นเป็นอย่างไร ถ้าบอกว่าดีก็คงดีตรงที่นักลงทุนซึ่งเจ็บตัวอย่างหนักในช่วงวิกฤตนั้น สามารถหาทุนคืนและทำกำไรคืนได้อย่างรวดเร็ว
แต่ถ้าหากนักลงทุนคืนทุนได้แล้ว และไม่นำไปลงทุนเพิ่มในเศรษฐกิจภาคจริง ก็จะเป็นเรื่องแย่และเลวร้ายอย่างที่สุดเหมือนที่สหรัฐกำลังเจอกับปัญหาอยู่ในขณะนี้ คือ ภาคเอกชนยังคงไม่มั่นใจที่จะขยายธุรกิจเพิ่ม และกลับยังใช้นโยบายจ้างคนน้อยลงเหมือนในช่วงวิกฤต
และที่ย่ำแย่ที่สุด เฟดและรัฐบาลสหรัฐกำลังหมดสิ้นหนทางใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบใหม่ๆ ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้เรียกได้ว่ากำลังดื้อยา แม้ว่าจะมีการอัดเงินเข้าสู่ระบบกี่รอบต่อกี่รอบ เงินก็วิ่งเข้าสู่เศรษฐกิจภาคลวงหมด ส่วนเศรษฐกิจภาคจริงก็ซบเซากันต่อไปครับ
ซ้ำร้าย ขณะนี้ภาครัฐของสหรัฐอเมริกาเอง กำลังเจอกับผลข้างเคียงจากการใช้นโยบายกระตุ้นทุ่มเงินอย่างหนัก นั่นก็คือปัญหาหนี้สาธารณะที่พอกพูนขึ้นเกินกว่า 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว รัฐบาลสหรัฐกำลังจุกอกไปด้วยหนี้
ไม่น่าแปลกใจครับ ที่ผ่านมาได้เกิดกลุ่มต่อต้านวอลสตรีตกันขึ้นในสหรัฐ และพยายามขยายแนวรบไปทั่วโลก เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลนำเงินภาษีประชาชนไปอุ้มเอกชน สุดท้ายเอกชนรอด ซ้ำยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ เสียอีก
แต่ประชาชนกลับไม่ได้อะไร คนสหรัฐยังเตะฝุ่นกันอยู่เพียบ ตัวเลขการว่างงานที่ลดลงจากราวๆ 10% มาที่ราวๆ 7% นั่นไม่ใช่เป็นเพราะว่าคนสหรัฐกลับมาทำงาน แต่เป็นเพราะว่ามีคนออกจากระบบจำนวนมาก บางคนก็ได้แค่งานชั่วคราวเท่านั้น
การกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กำลังทำให้โลกเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ คือ ฟองสบู่ที่ก่อตัวขึ้นในตลาดเก็งกำไร ที่เศรษฐกิจภาคจริงของโลกกลับไม่ขยายตัวเป็นไปตามที่หวังไว้ครับ







