
โวยหมูแพง130บาทฟาร์มแฉเขียงมั่วขึ้น
เขียงหมูโขก ขึ้นเนื้อแดงล่วงหน้า ทะลุ 130 บาท อ้างตรุษจีน ด้านฟาร์มจี้พาณิชย์ฟัน
เขียงหมูโขก ขึ้นเนื้อแดงล่วงหน้า ทะลุ 130 บาท อ้างตรุษจีน ด้านฟาร์มจี้พาณิชย์ฟัน
รายงานจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า จากการสำรวจราคาสินค้าเกษตรในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่าราคาหมูเนื้อแดงช่วงสะโพกและไหล่ปรับราคาขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 125-130 บาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 120-125 บาท โดยราคาดังกล่าวไม่สะท้อนกับต้นทุนหมูเป็นหน้าฟาร์มที่ขยับราคามาอยู่ที่ กก.ละ 60 บาท ซึ่งจะทำให้หมูเนื้อแดงไม่ควรขายเกิน กก.ละ 115-120 บาท
นายกิดดิวงศ์ สมบุญธรรม ที่ปรึกษาผู้ประกอบการเลี้ยงสุกรอาเซียน กล่าวว่า ราคาหมูเนื้อแดงที่จำหน่ายในตลาดขณะนี้ หากเป็นเนื้อหมูส่วนไหล่และสะโพกตัดแต่งไม่ควรเกิน กก.ละ 120 บาท หมูส่วนไหล่และสะโพกไม่ตัดแต่งก็ไม่ควรเกิน กก.ละ 115 บาท เพราะราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มขณะนี้อยู่ที่ กก.ละ 59-60 บาท ซึ่งเป็นการปรับขึ้นจากช่วง 2 สัปดาห์ก่อนประมาณ 5 บาท
คาดว่าในสัปดาห์นี้หมูเป็นหน้าฟาร์มจะขยับราคาขึ้นอีก กก.ละ 3 บาท หรือขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 63 บาท ทำให้หมูเนื้อแดงจะปรับราคาขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 120-125 บาท ซึ่งเป็นการสะท้อนต้นทุนหมูเป็นหน้าฟาร์ม ทำให้ผู้เลี้ยงจะมีกำไรขึ้นมา กก.ละ 12 บาท เพราะต้นทุนหมูเป็นหน้าฟาร์มอยู่ที่ กก.ละ 61 บาท
“ทางฟาร์มสุกรมองว่าที่ราคาขายปลีกเนื้อหมูบางพื้นที่ขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 130 บาท เป็นการปรับขึ้นราคาล่วงหน้า เพื่อรับเทศกาลตรุษจีนที่คาดว่าราคาขายปลีกเนื้อหมูจะขึ้นไปอยู่ระดับนั้น แต่ก็ไม่เป็นธรรมกับประชาชน เพราะหากคำนวณตามสูตรที่ได้ตกลงไว้กับภาครัฐแล้ว ราคาขายปลีกเนื้อหมูขณะนี้ไม่ควรถึง 130 บาท ดังนั้นกรมการค้าภายในควรเข้าไปดูแลให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ซื้อ” นายกิดดิวงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มหลังจากเทศกาลตรุษจีน ราคาขายปลีกเนื้อหมูเชื่อว่าจะอ่อนตัวลงมา เพราะระดับราคา กก.ละ 130 บาท เป็นราคาที่สูง ทำให้ผู้บริโภคลดการกิน กระทบให้เนื้อหมูลดราคาตามกลไก
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐเตรียมความพร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ให้กับอุตสาหกรรมหมูทั้งระบบ ซึ่งขณะนี้กลุ่มผู้เลี้ยงหมูรายย่อยยังไม่สามารถผลิตเนื้อหมูได้ตามมาตรฐาน และเกรงว่าหากไม่มีการจัดระเบียบจะทำให้เนื้อหมูจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตีตลาดภายในประเทศได้ โดยขณะนี้มีฟาร์มเลี้ยงหมูที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์เพียงแค่ 70% หรือมีจำนวนแม่พันธุ์หมู (หมูขุน) ที่ขึ้นทะเบียนรองรับไว้ 5 แสนตัว จากปริมาณหมูขุนทั้งหมด 8 แสนตัว ที่เหลืออีก 3 แสนตัว เป็นรายกลางและรายย่อย ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องเร่งการขึ้นทะเบียน เพื่อให้การผลิตหมูได้ตามมาตรฐานรองรับที่กรมปศุสัตว์กำหนดไว้
พร้อมกันนี้ ต้องสร้างมาตรฐานในส่วนของโรงเชือดหมู โดยนำระบบไอทีมาใช้ และมีการลดภาษีส่งเสริมอุตสาหกรรมหมู เพราะหากจัดระเบียบหมูได้ทั้งระบบ จะทำให้ภาครัฐทราบปริมาณผลผลิตและความต้องการบริโภคชัดเจน ส่งผลให้ราคาหมูมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวน และไม่ต้องแก้ไขปัญหาราคาหมูขึ้นลงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ อีกทั้งยังรองรับการแข่งขันเออีซี ที่จะส่งหมูออกไปตีตลาดเพื่อนบ้านได้ในอนาคต







