posttoday
จ้อยุทธศาสตร์ประเทศ "ขายฝัน" สวนทางความจริง

จ้อยุทธศาสตร์ประเทศ "ขายฝัน" สวนทางความจริง

21 มกราคม 2556

โดย...จตุพล สันตะกิจ

โดย...จตุพล สันตะกิจ

เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ เมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดโรงแรมจัดเวิร์กช็อปเรียกบรรดารัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการทุกกรม กอง ชี้แจงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy) ในวันที่ 22 ม.ค.นี้เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

“เราจะสร้างโมเดลการเติบโตของประเทศใหม่ เพื่อหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มุ่งเน้นการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกๆ ด้าน และปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน เช่น กฎหมาย การเมือง ปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ การปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบภายใน 10-15 ปี” วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

ทั้งนี้ หากมองดัชนีชี้วัดในเชิงตัวเลขเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศ พบว่า รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มรายได้ต่อหัวของคนไทยเป็น 1.24 หมื่นเหรียญสหรัฐ ในปี 2561 หรือ 3.72 แสนบาทต่อปี หรือเป็น 3.1 หมื่นบาทต่อเดือน จากปัจจุบันที่รายได้ต่อหัวอยู่ที่ระดับ 4,420 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี หรือ 1.32 แสนบาทต่อปี หรือ 11,050 บาทต่อเดือนเท่านั้น

และเมื่อพลิกดูยุทธศาสตร์ประเทศ ปี 2556-2561 พบว่าประกอบด้วยยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน คือ

1.ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เร่งเครื่องอัตราการขยายตัวของจีดีพีให้อยู่ที่ระดับ 56% ต่อปี โดยกระตุ้นจีดีพีในภาคการผลิตและภาคบริการให้เพิ่มสูงขึ้น การจัดทำโซนนิงการใช้ที่ดิน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เป็นต้น

2.ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านการศึกษา ยกระดับบริการสาธารณสุข พัฒนาระบบการคุ้มครองผู้บริโภค พัฒนาระบบสวัสดิการและเพิ่มโอกาสความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรและการคุ้มครองทางสังคม ปรับปรุงช่องทางเพื่อสร้างโอกาสการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านคอร์รัปชัน สร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน

3.ยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ สนับสนุนลดการใช้พลังงาน การส่งเสริมการใช้มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาระบบภาษีสิ่งแวดล้อม การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

และ 4.ยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลและปรับรับบริหารจัดการภายในภาครัฐ เช่น ปฏิรูปกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรม ซึ่งจะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบเพื่อเอื้อต่อการกระจายรายได้ การจัดสรรงบประมาณแบบมีส่วนร่วม และการปฏิรูปทางการเมือง

ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รวบรวมแผนงาน โครงการและคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามยุทธศาสตร์ประเทศปี 2556-2561 พบว่า มี 5,312 โครงการ 12.03 ล้านล้านบาท

โดยเม็ดเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท จะถูกใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และไอซีที การพัฒนาคุณภาพการศึกษา 1.46 ล้านล้านบาท เป็นงบลงทุนวิจัยและพัฒนา 7.85 แสนล้านบาท พัฒนาแรงงาน 2.45 แสนล้านบาท เป็นต้นสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีและเศรษฐกิจชุมชน 1.78 ล้านล้านบาท

ทว่าเมื่อพิจารณายุทธศาสตร์ประเทศกับทิศทางการบริหารเศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า “สวนทาง”กันอย่างสิ้นเชิง

ไล่ตั้งแต่โครงการรถคันแรกที่มุ่งกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ในระดับครัวเรือนในอัตราที่สูง ทั้งเพิ่มการใช้น้ำมันและเชื้อเพลิงในประเทศ โดยจะเห็นได้ว่าในปี 2555 ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดทุบสถิติชาติไทย โดยมีการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท เทียบกับปี 2554 ที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท

ทั้งๆ ที่การขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2555ที่ระดับ 5% ไม่ใช่การขยายตัวของเศรษฐกิจในภาวะปกติ แต่เป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมปลายปี 2554 ซึ่งปีนั้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 0.1%

นั่นหมายความว่านโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ส่งเสริมให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นทดแทนการส่งออกที่หดหาย โดยเฉพาะการเข็นนโยบายรถยนต์คันแรก ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่วนปีนี้จะมีรถคันแรกที่ทยอยส่งมอบจะออกมาวิ่งบนท้องถนนเกือบ 1 ล้านคัน อัตราการใช้น้ำมันจะพุ่งกระฉูดหยุดไม่อยู่แน่

ทั้งสมควรตั้งคำถามว่านโยบายรถคันแรกสร้างความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ไม่ว่ารัฐบาลจะต้องตั้งงบมาคืนภาษีรถคันแรก 9 หมื่นล้านบาท ซ้ำร้ายยังเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเสียอีก เพราะกระตุ้นการสร้างหนี้ครัวเรือนมหาศาล และขณะนี้ก็เริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระหนี้กันบ้างแล้ว

หากจะให้เห็นผลกันจังๆ ก็ต้องรอปีหน้าว่าหนี้เสียจะพุ่งขึ้นเท่าไร ส่วนปีนี้ก็ต้องจับตาว่าจะมีการทิ้งใบจองกันมากน้อยเพียงใด

เช่นกัน โครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ราคาสูงกว่าตลาด 50% หรือโครงการตั้งโต๊ะรับซื้อของรัฐบาลที่ไม่ได้สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับข้าวไทยเลย แถมยังเป็นการทำลายอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ ทั้งเปิดช่องให้มีการทุจริตทุกกระบวนการ ขณะที่แต่ละปีการผลิตคาดว่ารัฐบาลต้องขาดทุนไม่ต่ำกว่า 11.5 แสนล้านบาท

และวันนี้ก็ไม่มีโกดังให้เก็บข้าวสารกันแล้วยิ่งการรับจำนำข้าวฤดูกาลที่ 2 ที่นอกจากทำให้รัฐบาลอยู่ในภาวะ “ถังแตก” รัฐบาลยังจนด้วยเกล้าว่าจะขายข้าวสารที่จะมีมากถึง 20 ล้านตันกันอย่างไร หากไม่ต้องการให้ข้าวเน่าคาโกดัง

ในขณะที่ข้าวสารที่รัฐบาลขายไม่ออก เพราะราคาสูงกว่าตลาดลิบลิ่วจนไม่มีคนซื้อนั้น ก็ได้ช่องทางที่เรียกกันว่าระบายข้าวลับแบบ “จีทูจี” ไปแล้ว 12 ล้านตัน แต่ถึงวันนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนซื้อกันแน่ ไม่มีการโอนเงินจากประเทศผู้ซื้อ มีการกล่าวถึงเครือข่าย “เสี่ยเปี๋ยง” ที่ได้สิทธิขนข้าวจากโกดังรัฐออกขายในราคาถูกๆ หลักฐานแน่นหนา แต่ก็ยังจัดการไม่ได้

นี่ยังดีที่ได้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปตรวจสอบการขายข้าวครั้งนี้ แต่บังเอิญไม่พบความผิดปกติ ทั้งยังย้อนไปตรวจสอบการขายข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่พรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้พาณิชย์มาครอง พบว่ามีการขายข้าวให้ลับๆ 4.1 ล้านตันให้เอกชน ขายต่ำกว่าราคาตลาดจนทำให้รัฐขาดทุน 1 หมื่นล้านบาท

เรียกว่าได้ความดีความชอบไปตามๆ กัน

กระทั่งล่าสุดโครงการรับจำนำข้าวเข้ามุมอับไม่มีเงินจำนำข้าวและไม่มีที่เก็บข้าว รัฐมนตรีร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงต้องโยนบาปกันไปมา ในขณะที่ชาวนาตาดำๆ ต้องยอมขายข้าวเปลือกนอกโครงการได้เพียง 7,500 บาทต่อตัน และไม่รู้ว่าข้าวที่ขายไปนั้นจะย้อนกลับเข้าโครงการรับจำนำ รับเงิน 1.5 หมื่นบาทต่อตันหรือไม่

หรือการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ที่รัฐบาลหวังจะเห็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวให้เข้มแข็งขึ้น แต่กลับกลายเป็นนโยบายพ่อแม่รังแกฉัน เพราะแทนที่จะมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ตรงจุดกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้าง 300 บาท แต่แพ็กเกจช่วยเหลือที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบไปนั้น ล้วนแก้ปัญหาปลายเหตุทั้งสิ้น

เช่น การนำส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน มาหักลดหย่อนภาษีได้ การลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% และยกเว้นภาษีให้เอสเอ็มอีที่มีกำไรไม่เกิน 3 แสนบาทในรอบบัญชี ก็ต้องว่ากันตามความจริง หากเอสเอ็มอีขาดทุนหรือปิดกิจการหนีไป ก็คงไม่มีใครคิดในเรื่องเสียภาษีแน่ๆ

แต่หากจะให้เอสเอ็มอีอยู่ต่อไปได้ก็ต้องปลดแรงงานออกบางส่วน คนรับกรรมอีกฝ่ายก็ไม่พ้นตัวแรงงานเอง

เพียงแค่ 3 นโยบายเรือธงของรัฐบาลที่เดินหน้าขณะนี้ ก็เรียกว่า “คนละทิศคนละทาง” กับยุทธศาสตร์ประเทศที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์จะขึ้นเวทีชี้แจงกับบรรดาข้าราชการระดับสูงแล้ว

ขณะที่ปี 2556 จะเป็นปีเริ่มต้นของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศขนานใหญ่เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการลงทุนระบบราง รถไฟฟ้า ภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท

แต่ก็ยังเป็นที่กังขาว่าโครงการจะเริ่มต้นได้ตามกำหนดหรือไม่ มีระบบตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันโครงการลงทุน โดยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกันอย่างไร

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 3,183 คัน 13,162 ล้านบาท ที่ถูกดึงเรื่องไม่เข้าครม.เสียที เหตุผลที่ออกมาหน้าสื่อ เพราะนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องการให้จัดการหนี้สินเดิม 6 หมื่นล้านบาทของ ขสมก. ก่อนและจัดหาปั๊มเอ็นจีวีให้เรียบร้อย ทั้งๆ เรื่องนี้ศึกษากันมาไม่น้อยกว่า 6 เดือนแล้ว

แว่วกันว่าเหตุที่โครงการยังไม่ผ่าน เพราะแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว เนื่องจากการจัดหารถเมล์เอ็นจีวีที่ 50% เป็นรถร้อน และอีก 50% เป็นรถเมล์ปรับอากาศ แต่ถัวเฉลี่ยแล้วราคาตกคันละ 4 ล้านกว่าบาท สูงกว่าราคาตลาด 3040% ยังไม่นับค่าเหมาซ่อม 10 ปีที่มีวงเงินสูงถึง 1.3 หมื่นล้านบาท ไม่รู้ว่าเงินไปหล่นเข้ากระเป๋าใคร

หากย้อนอ่านเอกสารยุทธศาสตร์ประเทศที่ส่วนราชการต่างๆ เสนอขอตั้งงบประมาณ 6 ปี 12 ล้านล้านบาท

พบว่ามีการจัดงบเพื่อการป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน 799.7 ล้านบาท

ส่วนการเสนอขอเงินเพื่อสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีและเศรษฐกิจชุมชน 1.78 ล้านล้านบาท หากไปดูไส้ในจะพบว่าเป็นการหว่านเงินผ่านโครงการประชานิยมของรัฐบาล คือ กองทุนตั้งตัวได้ 4.56 หมื่นล้านบาท กองทุนหมู่บ้าน 714 ล้านบาท โครงการเอสเอ็มแอล 6.82 หมื่นล้านบาท

โดยเงินก้อนนี้จะใช้ในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร 1.67 ล้านล้านบาท

ในขณะที่การของบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในเอสเอ็มอีและโอท็อปสู่สากล ตามยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พบว่ามีการเสนอของบ 69 ล้านบาท ฟังแล้วถึงกับอึ้งพูดไม่ออก

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน