
ต้องมีสำนึก
การชุมนุมของพนักงานการบินไทยที่บริเวณฝ่ายอุปกรณ์ภาคพื้นภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2556
การชุมนุมของพนักงานการบินไทยที่บริเวณฝ่ายอุปกรณ์ภาคพื้นภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2556
ภายใต้การนำของ นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย เรียกร้องให้ปลดนายอำพนกิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย ออกจากตำแหน่ง พร้อมกับเรียกร้องให้คณะกรรมการอนุมัติจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้กับพนักงานจำนวน 2 เดือน และพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานเฉลี่ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ จนส่งผลกระทบต่อการใช้บริการของผู้โดยสารที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการชุมนุมดังกล่าว เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจและสมควรจะถูกประณามจากสังคมเป็นอย่างยิ่ง
ปัญหาระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย กับผู้บริหารระดับสูง เป็นปัญหาภายในองค์กร ซึ่งมีอีกหลายช่องทางที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับการใช้บริการของผู้โดยสาร แต่ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย กลับเลือกใช้วิธีการนัดชุมนุมประท้วงเพื่อกดดันผู้บริหาร จนส่งผลให้หลายเที่ยวบินต้องเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิล่าช้ากว่าปกติ เนื่องจากพนักงานในส่วนของการปฏิบัติการภาคพื้นดิน ซึ่งมีหน้าที่ในการลำเลียงและขนย้ายกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ เป็นการจงใจที่จะใช้ผู้โดยสารเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองผลประโยชน์ให้กับตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มผู้ชุมนุมยังได้มีการประกาศด้วยว่า หากรัฐบาลไม่ปลดนายอำพนออกจากประธานคณะกรรมการบริษัท ก็จะไม่มีการนำเครื่องบินออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างเด็ดขาด โดยจะมีการระดมพนักงานเข้ามาร่วมชุมนุมมากขึ้นจนกว่าจะมีความชัดเจนจากรัฐบาล ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายจนนำไปสู่การนัดหยุดงานและไม่นำเครื่องบินออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจริง จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล เพราะบริษัท การบินไทย คือสายการบินประจำชาติของไทย หากการบินไทยไม่สามารถให้บริการผู้โดยสารจากทั่วโลกได้ตามปกติ ความเสียหายก็จะขยายวงกว้างออกไปจนไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้
ก่อนหน้านี้ธุรกิจการบินของประเทศไทยเคยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการชุมนุมทางการเมืองภายใต้ความร่วมมือจากหลายฝ่ายมาแล้ว ซึ่งปัญหาในครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก และสุดท้ายก็ไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยโยนให้เป็นภาระของประชาชนทุกคนต้องเป็นผู้แบกรับภาระความเสียหายดังกล่าวในครั้งนั้น ซึ่งเชื่อแน่ว่าสหภาพแรงงานบริษัท การบินไทย ยังไม่ลืมเหตุการณ์ในครั้งนั้น และเป็นหน้าที่ของผู้นำแรงงานที่จะต้องนำบทเรียนในอดีตมาตรึกตรองให้ดี เพราะการออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากนายจ้างนั้นเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ แต่การเรียกร้องดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าอย่าใช้ผู้โดยสารเป็นเครื่องมือในการต่อรองผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เพราะที่ทุกคนมีกินมีใช้อย่างมั่งคั่งได้ก็เพราะเงินจากกระเป๋าผู้โดยสารทุกคน







