
ลุยปลูกป่าการันตีไร้ทุจริต
เป็นหนึ่งในกระทรวงที่รับงบประมาณมหาศาลจากรัฐบาลที่ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
เป็นหนึ่งในกระทรวงที่รับงบประมาณมหาศาลจากรัฐบาลที่ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ (พ.ร.ก.กู้เงิน) 3.5 แสนล้านบาท โดยภารกิจหลักของกระทรวงทรัพยากรฯ หนีไม่พ้นการปลูกป่าในพื้นที่ต้นน้ำเพื่อวางมาตรการป้องกันอุทกภัยในอนาคต ด้วยจำนวนเม็ดเงินในโครงการและขอบข่ายงานที่กว้างขวางกินพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศ จึงนำมาสู่คำถามว่าจะมีการตรวจสอบอย่างไรไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น
ปรีชา ชี้แจงละเอียดยิบ ว่า ข้อกังวลที่ว่าจะตรวจสอบว่ามีการปลูกจริงหรือไม่ ตรวจสอบอย่างไรนั้น ต้องแจ้งว่าทุกโครงการภายใต้กระทรวงทรัพยากรฯ ต้องมีกระบวนการที่เข้าไปตรวจสอบได้โดยเน้นให้ทุกโครงการจะต้องทำเทมเพลต (แผนที่แม่แบบ) ทั้งก่อนดำเนินการปลูก ระหว่างการดำเนินการปลูก และหลังดำเนินการแล้วเสร็จ ทุกโครงการจะต้องมีการทำพิกัดชัดเจน สามารถตรวจสอบได้
“เช่น การเพาะกล้าปลูก ก็ต้องมีพิกัดการปลูกกล้าจุดไหน ชนิดไหน ใช้งบประมาณเท่าไร อย่างปีที่ผ่านมามีการปลูก 140 ล้านกล้า ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ต้นหนึ่งประมาณ 2.79 บาท หญ้าแฝกประมาณ 1.76 บาทต่อต้น เราก็ทำเทมเพลตเปรียบเทียบทั้งก่อนปลูก กำลังปลูก และหลังปลูก แล้วรายงานตรงมายังศูนย์ของกรมที่รับผิดชอบ กรมก็รายงานมายังรองปลัดกระทรวงให้ตรวจสอบ และรองปลัดฯ ก็สามารถที่จะมอบให้กับผู้ตรวจฯ ลงไปตรวจสอบ
...จากนั้นก็มีการดับเบิลเช็กโดยรองปลัดกระทรวงเพื่อสร้างความมั่นใจว่าให้เจ้าหน้าที่มีความเข้มงวดในการทำงานตามนโยบาย ณ ทุกโครงการทุกจุดที่เราวางไว้ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่เราวางไว้ในทุกหน่วยงาน หากมีการปล่อยปละละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติ เราก็จะใช้มาตรา 157 ดำเนินการทันที ต้องทำให้เกิดความเข้มงวด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
รมว.ทรัพยากรฯ ระบุอีกว่า นอกจากใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว กระทรวงทรัพยากรฯ ยังมีการบูรณาการขอกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานกระทรวงอื่น โดยการทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ 1.กระทรวงมหาดไทย จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตลอดจน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเข้าไปดูแลร่วมกัน 2.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอเป็นกำลังหลัก 3.กระทรวงกลาโหม มีกองทัพที่มีกำลังทหารมาดูแลในพื้นที่ที่เป็นรอยตะเข็บเขตแดน และ 4.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สามารถประสานเจ้าหน้าที่ได้ทันทีหากพบว่ามีผู้เข้าไปบุกรุกทำลายป่า
“สมัยก่อนเมื่อมีโครงการปลูกป่า ไม่ค่อยมีการดูแล เอาใจใส่ตรวจสอบ และติดตามประเมินผลเท่าที่ควร บางทีปลูกเสร็จก็อ้างภัยธรรมชาติบ้าง ไฟป่ามาเผาบ้าง มีพี่น้องชาวบ้านบุกรุกทำลายบ้าง แต่ครั้งนี้กระทรวงต้องเอาจริง เรามีทั้งกำลังเครื่องมือและกำลังคน”
รัฐมนตรีผู้นี้ย้ำด้วยว่า นอกจากโครงการปลูกป่าที่ต้องทุ่มเทสรรพกำลังแล้ว การบุกรุกพื้นที่ป่าก็ต้องลุยไม่แพ้กัน เพราะสถานการณ์ป่าไม้ขณะนี้ในพื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่ 108 ล้านไร่ คิดเป็น 33% เท่านั้น ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญ จึงได้ประสานงานร่วมกับกรมแผนที่ทหาร เพื่อใช้ “ภาพถ่าย 5 ชั้นปี” เข้ามากู้วิกฤต
ปรีชา อธิบายถึงภาพถ่าย 5 ชั้นปี ว่า เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายพื้นที่ในประเทศในช่วงรอบระยะเวลา 5 ครั้ง ที่จะตรวจสอบได้เลยว่าผืนป่าสมัยก่อนเป็นอย่างไร มีผู้คนเคยอยู่กิน เคยครอบครอง หรือเคยบุกรุกพื้นที่ในสมัยใด โดยภาพถ่ายครั้งแรกอยู่ในปี 2495 ครั้งที่ 2 ปี 2506 ครั้งที่ 3 ปี 2515 ครั้งที่ 4 2525 ครั้งที่ 5 2537 ทั้งนี้ จะใช้ภาพถ่ายของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จัดทำในปี 2545 โดยเป็นภาพสีที่ใช้มาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 ครอบคลุมมาตราส่วนทั้งประเทศ นำมาทาบกันก็จะสามารถได้ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น
“ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเสร็จไปแล้ว 80% เหลืออีกเพียง 20% ถ้าโครงการนี้เสร็จปั๊บ เราก็จะทราบเลยว่าพื้นที่ในประเทศไทยทั้งหมดจะเป็นพื้นที่ของใคร แต่ละพื้นที่ป่าเป็นป่าเสื่อมโทรมเท่าไร มีใครครอบครองเท่าไร รู้หมด เชื่อว่าหากมีมาตรการที่เข้มงวดบนฐานข้อมูลที่แน่ชัด ต่อไปจำนวนผืนป่าของประเทศก็ต้องเพิ่มขึ้น”







