
แบงก์มองมาตรการธปท.ไม่ช่วยบาทอ่อน
ผลกระทบจากการออกมาตรการสกัดเก็งกำไรค่าเงินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น ได้รับการตอบสนองอย่างดีจากธนาคารพาณิชย์ ที่ทำธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน โดยปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การผ่อนผันเกณฑ์ออกไปลงทุนในต่างประเทศสำหรับนักลงทุนรายย่อยของ ธปท.ถือเป็นเรื่องดีต่อกลุ่มลูกค้าธนบดีธนกิจของธนาคารที่ปัจจุบันมีความสนใจการลงทุนในช่องทางใหม่เพิ่ม โดยจากนี้ธนาคารจะให้ทีมไพรเวทแบงก์แจ้งข้อมูลแก่ลูกค้าถึงทางเลือกที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบจากการออกมาตรการสกัดเก็งกำไรค่าเงินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น ได้รับการตอบสนองอย่างดีจากธนาคารพาณิชย์ ที่ทำธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน โดยปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การผ่อนผันเกณฑ์ออกไปลงทุนในต่างประเทศสำหรับนักลงทุนรายย่อยของ ธปท.ถือเป็นเรื่องดีต่อกลุ่มลูกค้าธนบดีธนกิจของธนาคารที่ปัจจุบันมีความสนใจการลงทุนในช่องทางใหม่เพิ่ม โดยจากนี้ธนาคารจะให้ทีมไพรเวทแบงก์แจ้งข้อมูลแก่ลูกค้าถึงทางเลือกที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่มีผลต่อค่าเงินบาทในระยะสั้น เนื่องจากปริมาณเงินลงทุนของนักลงทุนรายย่อยมีมูลค่าไม่สูง และเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับลูกค้า
ผมสรุปเป็นสกู๊ป น.12 ครับ ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากที่สุดคือ ธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศน้อย เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตร (ข้าว มันสำปะหลัง) อาหารแปรรูป สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินของสองคู่แข่งหลัก คือ เงินด่องเวียดนาม และเงินรูเปียะห์อินโดนีเซีย มีทิศทางอ่อนค่าราว 0.1% และ 2.2% ตามลำดับ ทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ยังคงประสบกับความยากลำบากในการแข่งขันต่อเนื่อง
ขณะที่ธุรกิจประเภทอื่นที่มีสายการผลิตยาว และมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศสูง เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และธุรกิจบริการในประเทศ ที่มีจุดแข็งด้านคุณภาพสูงและตลาดมีความหลากหลาย ได้แก่ ท่องเที่ยว โรงแรม จะได้รับผลกระทบอยู่ในขอบเขตที่จำกัดและสามารถบริหารจัดการได้
ดนดนทางด้านธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงนี้เงินบาทวิ่งเร็วผิดปกติ เพราะสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นอยู่ระหว่าง 0.5-1.5% เท่านั้น ปีที่แล้วทั้งปีเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3% แต่ปีนี้แค่ 2 สัปดาห์แรกแข็งไปแล้ว 2.69% จึงต้องจับตาดูว่าเงินระยะสั้นจะเข้ามาต่อเนื่องแค่ไหน ซึ่งจุดเฝ้าระวังที่เรามองไว้คือ ภายในครึ่งปีแรกนี้บาทไม่ควรแข็งเกิน 29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ธิติ เชื่อว่าหากเงินบาทแข็งกว่าระดับนี้ ธปท.จะเข้าแทรกแซงเพื่อชะลอความร้อนแรง เพราะหากปล่อยให้ตลาดผันผวนเกินไปจะกระทบต่อผู้ส่งออกในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในธุรกิจที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าทุนมาชดเชย เช่น สิ่งทอและเกษตร อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าในระยะอันใกล้นี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่สูงกว่าระดับดังกล่าว
แต่กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทจนทำให้เกิดความผันผวน จะบริหารโดยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรจากต่างประเทศให้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร และให้หักค่าเสื่อมได้ 100% ในปีแรก
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องการนำเข้าสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินการนี้รัฐบาลจะดูให้การขาดดุลหรือเกินดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่บวกลบ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทในอนาคตมีเสถียรภาพ
“สัญญาณอันตรายจะเริ่มขึ้นเมื่อตลาดผันผวนเร็วจนธุรกิจส่งออกปรับตัวไม่ทัน เช่น ธุรกิจมีมาร์จิ้น 5 % หากค่าเงินแข็งขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน ซ้ำยังต้องแข่งขันด้านราคา เขาจะไม่เหลืออะไรเลย การดูแลค่าเงินจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่หากดูจากเงินเฟ้อให้ขณะนี้การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช้ทางเลือกที่ดี อาจเป็นไปได้ที่จะนำมาตรการภาษีมาใช้เหมือนในอดีต” นายธิติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในปีนี้จะไม่เป็นไปในทิศทางเดียว แต่จะมีจุดที่อ่อนค่าลงบ้างตามเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เช่น การประชุมขยายเพดานหนี้ของสหรัฐในเดือนหน้าหรือหากมีกรณีหนี้ในยุโรปปะทุขึ้นอีกครั้ง จะทำให้นักลงทุนหันกลับไปหาเงินสกุลดอลล่าร์ จึงอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือทางการเงินป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
"โต้ง" รับสภาพบาทแข็งต่อเนื่องสัญญาณไม่ดี ให้ ธปท.ดูแลระยะสั้น ส่วนระยะปานกลางและยาวรัฐบาลจะเร่งการลงทุนระบายเงินออกนอกประเทศทำให้บาทอ่อนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง
อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินอีกหลายสกุลอย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นจุดที่ท้าทายมาก หากแข็งค่าไปมากกว่านี้จะทำให้ผู้ส่งออกลำบาก การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นรายวันๆ 20 สตางค์ เป็นเรื่องที่ไม่ดี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าไปดูแลในระยะสั้นรมว.คลัง กล่าวว่า เงินร้อนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาในประเทศในช่วงนี้จำนวนมาก เป็นเรื่องธปท. จะดูแล ส่วนเรื่องการไหลเข้าของเงินในระยะปานกลางและระยะยาวเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความสมดุล ค่าเงินบาทไม่จำเป็นต้องอยู่คงที่ แต่ต้องเคลื่อนไหวไม่ผันผวน
"ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในส่วนของข้อดีทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าถูกลง การนำเข้าพลังงานมีราคาลดลง ช่วยเรื่องเงินเฟ้อในประเทศไม่สูง แต่ข้อเสียคือผู้ส่งออกได้รับผลกระทบมีรายได้จากการขายสินค้าลดลง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสม" นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่ออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทจนทำให้เกิดความผันผวน จะบริหารโดยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรจากต่างประเทศให้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร และให้หักค่าเสื่อมได้ 100% ในปีแรกนอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนการลง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องการนำเข้าสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินการนี้รัฐบาลจะดูให้การขาดดุลหรือเกินดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่บวกลบ 1% ของจีดีพี ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทในอนาคตมีเสถียรภาพ
นายประสาร กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทโดยรวมยังสอดคล้องกับสกุลในภูมิภาคเอเซีย ส่วนการที่ค่าเงินบาทแข็งมากกว่าสกุลอื่นในช่วง 2 วันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ที่ผ่านมาเงินบาทก็แข็งน้อยกว่าสกุลอื่นในภูมิภาค ในภาวะเช่นนี้ภาคธรกิจหรือใครที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนต้องระมัดระวัง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ดังนั้น จึงควรมีการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน(Hedging)ไว้ด้วย เนื่องจากการแซงแทรกค่าเงินบาทของธปท.คงทำได้ระดับหนึ่ง เพราะการเข้าแทรกแซงมันมีต้นทุน และที่สำคัญธปท.ต้องการดูแลให้ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงตามกลไกลตลาดและสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศมากกว่า หากจำเป็นต้องแทรกแซงจะทำเท่าที่จำเป็นที่กระทบเศรษฐกิจประเทศเท่านั้น
“ขณะนี้ ธปท.เชื่อว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงนี้ไม่ได้เป็นเพราะการถูกโจมตีค่าเงิน ที่นักลงทุนเปลี่ยนเป้าหมายมาจากตลาดฮ่องกงและตลาดสิงคโปร์ เพราะค่าเงินบาทเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในระบบการบริจัดการที่เสรีและยืดหยุ่นได้มากกว่า ซึ่งเชื่อว่าน่าจะดูแลค่าเงินบาทได้ดีกว่า” นายประสารกล่าว
ทั้งนี้ ธปท.มองว่า แนวโน้มปี 2556 จะมีเงินไหลเข้าสุทธิสมดุลต่อเนื่องจากปีก่อน โดยปีก่อนหน้ามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ก็มีเงินทุนไหลออกสุทธิถึง 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นการไหลออกของเงินทุนไทยที่ไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ(ทีดีไอ) 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆอีก 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากธปท.มีการผ่อนเกณพ์การออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น







