
รัฐบาลดึงสังคม โดดเดี่ยวเสื้อแดง
8...ทีมข่าวการเมือง
หลังการเจรจาแก้วิกฤตเสื้อแดงรอบสอง ภาพของรัฐบาลดูจะแจ่มชัดให้แง่ข้อเสนอ ความพยายามหาทางออกให้กับประเทศ
นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอ
“พิมพ์เขียว” ยอมหั่นเวลาการสิ้นอายุรัฐบาลจาก 1 ปี 9 เดือน ที่ยังเหลือสำหรับการบริหารประเทศเหลือเพียง 9 เดือน ไม่ยาวไม่สั้นกว่านี้โดยระหว่างนี้จะให้มีการทำประชามติว่าจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นใดใน 6 ประเด็นตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ปฏิรูปการเมืองที่มี ดิเรก ถึงฝั่ง สว.นนทบุรี เป็นประธาน
ตารางเวลาในการอยู่ในอำนาจของรัฐบาล 9 เดือน ตามมติ 6 พรรครัฐบาลเป็นไปตามขั้นตอน
หากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเห็นด้วยกับการยุบสภาปลายปี รัฐบาลก็จะเริ่มเดินหน้าตามแผน
เริ่มจากวันที่ 30 มี.ค. นำเสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อลงประชามติตามรัฐธรรมนูญ
ทบทวนอีกครั้ง 6 ประเด็นดังกล่าว ได้แก่ 1.ที่มาของ สส. เปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นเขตเดียวคนเดียว ในมาตรา 9398
2.ปรับปรุงที่มาของ สว. ให้มาจากการเลือกตั้ง ในมาตรา 111121
3.ปรับปรุงเรื่องการลงนามในสนธิสัญญาไม่ต้องนำมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ในมาตรา 190
4.ปรับปรุงบทลงโทษยุบพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรครายใดทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็ให้ผิดรายตัวไม่ใช่ต้องยุบทั้งพรรค ในมาตรา 237
5.ให้ สส. สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ในมาตรา 265
6.ปรับปรุงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนของ สส. และ สว. ผ่านทางส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ มาตรา 266
จากนั้นวันที่ 5 เม.ย. นายกฯ จะไปพบกับประธานวุฒิสภาและประธานสภา เกี่ยวกับการทำประชามติพร้อมประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้มีการทำประชามติ
4 ก.ค. เป็นวันลงประชามติว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นหรือไม่
11 ก.ค. จะประกาศผลประชามติ
13 ก.ค. จะเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบประเด็นที่ผ่านประชามติ และเสนออนุมัติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไขในวันเดียวกัน
21 ก.ค. เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภาในวาระแรก
22 ก.ค.21 ก.ย. ชั้นกรรมาธิการ การทำประชาพิจารณ์ และการรับฟังความเห็นของประชาชน
8 ต.ค. พิจารณาวาระ 3
30 ก.ค. จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ จากนั้นจะมีการพิจารณากฎหมายลูกต่างๆ
จากนั้น 6 ธ.ค. ประกาศยุบสภา และ 23 ม.ค. 2554 จะให้มีการเลือกตั้งใหม่
จบสุดท้ายมีการเลือกตั้งใหม่เดือน ม.ค. 2554
เป็นแผนชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน...และมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะเดินหน้าไปตามกรอบนี้
ขณะที่ฝ่ายแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงยังเสียงแข็งต้องยุบสภาภายใน 15 วันเท่านั้น
โดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ให้เหตุผลว่า ข้อเสนอจะอยู่อีก 9 เดือน เหมือนรัฐบาลขอต่ออายุ เพราะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้นานขนาดนั้น เพราะปัญหาภายในองค์กรต่างๆ ทั้งตำรวจ ทหาร มหาดไทย มีแต่ความเหลวแหลก และกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศเดินหน้าขับไล่ต่อไป โดยจะระดมใหญ่อีกครั้งในวันเสาร์ที่ 3 เม.ย.
เมื่อทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ ก็จะต้องต่อสู้กันต่อไป
แต่การที่รัฐบาลเดินหน้าในกรอบ 9 เดือน ย่อมทำให้มวลชนอื่นๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มคนเสื้อแดง หนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่
รัฐบาลสามารถชักชวนพลังต่างๆ ในสังคมให้มาพูดคุยว่า ควรยุบสภาใน 9 เดือนหรือไม่ โดยให้เหตุผลว่า ประเทศนี้เป็นคนของทุกคน ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องมีช่วยกันคิด ไม่ใช่ให้ใครมากดดันเอาตามใจ
นี่จึงเป็นอีกครั้งที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ใช้สังคมพิงเป็น
“ตัวช่วย” และขีดวงกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้กลับมามีอำนาจและฟอกผิดคดีทุจริตเมื่อรัฐบาลสามารถดึงแนวร่วม ชิงพื้นที่กลางๆ ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดให้มาพูดคุยเรื่อง
“กรอบเวลา” การยุบสภา โดยมีปมเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ การทำประชามติ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การทำจัดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2554 มาเป็นเงื่อนไขให้ประเทศเดินหน้าได้แนวร่วมออกโรงหนุน ซึ่งก็ช่วยเบรกพลังของม็อบกลุ่มคนเสื้อแดง ที่พยายามกดดันด้วยยุทธวิธีดาวกระจายให้หยุดชะงักระดับหนึ่ง
และแม้จากนี้กลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวยกระดับ ขับเคลื่อนบนดินเข้มข้นขึ้น แต่ก็กดดันรัฐบาลไม่ได้มากกว่านี้แล้ว เมื่อทางออกของวิกฤตได้กลายเป็นเรื่อง
“เวทีเจรจา” ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันฉะนั้น ภาระหนักจึงตกอยู่กับกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะเวลานี้มวลชนเหนื่อยล้าเต็มทน เสบียงกรังก็เริ่มร่อยหรอ ทุกอย่างจึงบีบรัดเข้ามาทุกขณะ และวันเสาร์ที่ 3 เม.ย. ที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะชุมนุมใหญ่อีกครั้ง จะเป็นตัวพิสูจน์อนาคตกลุ่มคนเสื้อแดงและทักษิณ ว่าจะพ่ายแพ้รัฐบาลประชาธิปัตย์หรือไม่







