
ระวัง"นโยบายค่าแรง"แผลงฤทธิ์ดันเงินเฟ้อเอเชียพุ่ง
ถือเป็นอีกหนึ่งของขวัญที่ทำเอาบรรดานักลงทุนและผู้ประกอบการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยิ้มแย้มอย่างยินดีไปตามๆ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นอีกหนึ่งของขวัญที่ทำเอาบรรดานักลงทุนและผู้ประกอบการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยิ้มแย้มอย่างยินดีไปตามๆ กัน เมื่อรายงานประจำปีของเวิลด์แบงก์ ที่คาดการณ์ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ระบุชัดว่า ภูมิภาคแห่งนี้ ซึ่งรวมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลกในปี 2556 แน่นอน
ทว่า ก่อนที่เหล่านักลงทุนจะออกอาการลิงโลดไปไกลเกินควบคุม คอซิค บาซู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเวิลด์แบงก์ รีบออกโรงท้วงติงทันทีว่า รายงานแนวโน้มการเติบโตที่ตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปนั้นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ซึ่งไม่อาจรับประกันการันตีได้ว่าภูมิภาคเอเชีย จะฟื้นฟูและเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามการคาดการณ์ได้จริงเสมอไป
แม้ว่าการเตือนของบาซูอาจจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปบ้าง แต่คำพูดข้างต้นของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเวิลด์แบงก์ ก็ไม่ได้รุนแรงเกินเลยจากความเป็นจริง ที่นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักเริ่มตระหนักได้บ้างแล้วแม้แต่น้อย
และสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า การเติบโตของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่ค่อนข้างน่าหวาดวิตก ก็คือ คำว่า “เงินเฟ้อ” โดยมีปัจจัยกระตุ้นตัวสำคัญอย่าง “นโยบายการขึ้นค่าแรงของรัฐบาลอาเซียน” จนไปผลักดันให้บรรดาราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น
เฟเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจจากธนาคารเอชเอสบีซี แสดงความเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี เอเชีย ว่า ขณะนี้ คนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่คิดว่า เงินเฟ้อไม่ใช่ประเด็นที่ต้องใส่ใจ แต่ปัญหาดังกล่าวกำลังจะกลับมาอีกครั้งแน่นอน
ทั้งนี้ นิวแมนน์อธิบายเพิ่มเติมว่า ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อในอดีตที่ผ่านมาเกิดจากราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งขึ้น แต่สำหรับคราวนี้ เงินเฟ้อจะเป็นผลมาจากนโยบายค่าแรงโดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่นิวแมนน์เห็นว่าเป็นภัยคุกคาม ซึ่งมีระดับร้ายแรงกว่าราคาอาหารและพลังงานมาก
คำเตือนของหัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจข้างต้น มีขึ้นภายหลังจากที่บรรดาธนาคารกลางในอาเซียนออกแถลงการณ์เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสามารถจัดการรับมือกับเงินเฟ้อได้แน่นอน โดยธนาคารกลางฟิลิปปินส์คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศในปี 2556 นี้จะอยู่ในระดับดีที่ส่งผลให้การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นเรื่องที่เหมาะสม ส่วนธนาคารกลางอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่งจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่สุดที่ 5.75% เมื่อสัปดาห์ก็กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้เพิ่งจะลดเป้าเงินเฟ้อของตัวเองลง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า แดนโสมขาวแห่งนี้กำลังจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้ง
เรียกได้ว่า ธนาคารกลางทั้งหลายค่อนข้างวางใจและเชื่อมั่นกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศ ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งจะเหนี่ยวไกลั่นกระสุนกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อในประเทศขนานใหญ่ ด้วยการประกาศขึ้นราคาค่าจ้างแรงงานให้กับประชาชนภายในประเทศ และเริ่มบังคับใช้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็ตาม
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ปัญหาเงินเฟ้อจากค่าแรงนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงมากที่สุดต่อประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และไทย โดยจะส่งผลให้ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ เพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขันและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามที่หวัง จนการขยายตัวเติบโตไม่แข็งแกร่งตามที่คาดการณ์ กระทั่งต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำขึ้นในที่สุด
“ผมคิดว่า ภาวะเงินเฟ้อจะหวนกลับมาเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ในภูมิภาคคาดการณ์ไว้ อินโดนีเซีย ไทย และเกาหลีใต้จะเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ประการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อกำราบอัตราเงินเฟ้อ” นิวแมนน์ สรุป
ความเห็นข้างต้นของนิวแมนน์สอดคล้องกับความคิดเห็นของแอนดี เซียะ นักเศรษฐศาสตร์อิสระ ที่ออกมาคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจของอินเดียและเอเชีย ว่ากำลังเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ของอินเดียจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10% ขณะที่อาเซียนจะอยู่ในระดับเฉลี่ยที่มากกว่า 5%
ทั้งนี้ การที่ไทยปรับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำมาเป็นวันละ 300 บาท และอินโดนีเซีย ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียนเตรียมจะปรับขึ้นค่าจ้างรายเดือนอีก 44% เป็น 230 เหรียญสหรัฐ (ราว 6,900 บาท) ในปีนี้ โดยเริ่มต้นที่กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศ ก่อนจะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2557 นี้ ล้วนเป็นนโยบายที่นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า จะกระตุ้นให้ค่าจ้างแรงงานอื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยทั่วหน้ากัน
แน่นอนว่า เมื่อค่าจ้างซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการผลิตปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามนโยบายรัฐ บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายย่อมไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากปรับราคาสินค้าให้เพิ่มขึ้นครอบคลุมต้นทุนที่จะต้องจ่าย เพื่อให้บริษัทร้านค้าอยู่ได้ และส่งผลให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง (เงินเฟ้อ) ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม แม้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักจะเห็นตรงกันว่า ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง น่าจะปวดหัวกับปัญหาค่าแรงไม่น้อย แต่ โรเบิร์ต พรีเออร์แวนเดสฟอร์ด ผู้อำนวยการเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย ที่ไม่รวมญี่ปุ่นจากเครดิต สวิส ในสิงคโปร์ ระบุว่า ประเทศที่สมควรหนักใจกับปัญหาเงินเฟ้อมากที่สุดน่าจะเป็นอินโดนีเซีย
เพราะนอกจากอินโดนีเซียจะมีประเด็นเรื่องค่าแรงแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากสกุลเงินรูปีที่อ่อนค่าลง โดยร่วงลงแรงถึง 4% ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงสัญญาณเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินเหตุ (โอเวอร์ฮีต) โดยนักเศรษฐศาสตร์ 3 ราย จากทั้งหมด 17 ราย ในการสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ค่อนข้างมั่นใจว่าธนาคารกลางของอินโดนีเซียน่าจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในช่วงเดือน มิ.ย.ปีนี้ จากอัตราปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 4.3% เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อ
ขณะที่ในส่วนของไทย นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า แม้ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยจะยืนกรานเสียงแข็งว่าเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้น่าจะขยายตัวเติบโตได้เกินกว่าที่คาดหวังกันไว้ แต่ซูเซียนลิม นักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซี ประจำอาเซียนกลับเห็นว่า ท่าทีดังกล่าวกลับยิ่งทำให้นักวิเคราะห์ในสังกัดค่อนข้างมั่นใจว่า ธนาคารกลางของไทยมีสิทธิปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือน พ.ค. และ ก.ค. ปีนี้ เพื่อรักษาระดับการเติบโต
นอกจากปัจจัยเสี่ยงด้านการขึ้นค่าแรงจะไปกระตุ้นปัญหาเงินเฟ้อให้หวนกลับมาหลอกหลอนภูมิภาคแห่งนี้อีกครั้งแล้ว นักวิเคราะห์ที่ตามติดสถานการณ์ความเคลื่อนไหวภายในภูมิภาคแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ยังระบุอีกว่า ปัญหาเงินเฟ้ออีกส่วนหนึ่งจะเป็นผลมาจากสภาวะสภาพคล่องที่มีมากเกินไป จากนโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของบรรดาธนาคารกลางหลักๆ ของโลก เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
ทั้งนี้ แนวโน้มที่เงินร้อนเหล่านั้นจะหลั่งไหลเข้ามาภายในภูมิภาคส่งผลให้นักวิเคราะห์ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตของภูมิภาคเอเชียและอาเซียนให้เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากตัวเลขเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
และสิ่งที่รัฐบาลต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน สมควรเร่งมือทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คือการปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดมากขึ้น มากกว่าที่จะมัวนั่งวิตกกังวลต่อสถานการณ์ในยุโรป และสหรัฐ
เพราะถ้าไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่จะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนได้ รัฐบาลก็ย่อมอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน







