
แพทย์คัดกรองเข้มเนื้อหาเสี่ยงแท็บเล็ต"ม.1"
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
หากถามว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเด็ก คำตอบที่ได้จากเด็กจำนวนไม่น้อยคือ “แท็บเล็ต”
แน่นอนที่สุด เด็ก ป.1 ปีการศึกษาที่ผ่านมา เคยสมหวังในเรื่องนี้มาแล้ว และในปีการศึกษานี้นอกจาก ป.1 แล้ว ยังมีอีกชั้นคือ ม.1 กำลังจะสมหวังในเรื่องนี้เช่นกัน เพราะอีกไม่นานรัฐบาลจะซื้อแท็บเล็ตเฟสใหม่แจกนักเรียนทั้ง 2 ชั้นปี ทุกคนทั่วประเทศ
ทว่า แท็บเล็ตที่จะได้รับแจกก็อาจจะกลายเป็นดาบสองคม ด้านบวกคือเป็นอุปกรณ์เสริมการเรียนเป็นสื่อการเรียนที่เป็นเสมือนผู้ช่วยคนสำคัญให้ครูข้ามพ้นข้อจำกัดในการอธิบายเรื่องหรือเนื้อหาที่กำลังสอน ช่วยให้เห็นภาพและคำอธิบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะที่ด้านลบนั้น หากไม่มีการกำกับควบคุมดูแลการใช้งาน ก็อาจถูกเด็กนำไปใช้งานผิดประเภท
แม้ที่ผ่านมายังไม่พบปัญหานี้มากนัก เพราะเด็กที่มีแท็บเล็ตในมือเป็นเด็ก ป.1 ที่ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีและโรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่อนุญาตให้เด็กนำกลับบ้าน แต่แผนการแจกแท็บเล็ตเฟสใหม่ที่รวม ม.1 ซึ่งเป็นวัยกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นจำเป็นต้องมีข้อบ่งใช้ที่ต่างออกไป
นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของเด็กทั้งสองวัยมีข้อแตกต่างกัน ทั้งนี้ เด็ก ป.1 ซึ่งมีอายุประมาณ 7-8 ขวบ เป็นวัยแห่งการเตรียมพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เริ่มเรียนรู้ในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวก่อน สามารถเรียนรู้ได้ดี
นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า หากโรงเรียนจัดสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหวและเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ สิ่งที่จะกระตุ้นให้เด็กวัยนี้เกิดความอยากรู้อยากเห็นคือ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ ภาพการ์ตูน ซึ่งจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อพัฒนาการด้านต่างๆ วัยนี้ จึงควรถูกจำกัดชั่วโมงการใช้เทคโนโลยี เพื่อเปิดโอกาสให้เรียนรู้เรื่องอื่นให้มากที่สุด
ขณะที่เด็ก ม.1 ซึ่งมีอายุประมาณ 13 ปี เป็นวัยที่กำลังย่างเข้าวัยรุ่น เป็นวัยที่สติปัญญาจะพัฒนาสูงขึ้น มีความสามารถในการคิดที่เริ่มเหมือนผู้ใหญ่ รวมถึงมีความอยากรู้อยากเห็นอยากลอง จึงอาจเกิดพฤติกรรมเสี่ยงได้ง่าย สิ่งที่เด็กวัยนี้จะเข้าถึงได้จากเทคโนโลยี จึงต้องมีการคัดกรองกำกับดูแลอย่างเข้าใจและเหมาะสม
“ต้องยอมรับว่าจนถึงขณะนี้นโยบายการแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 ยังไม่มีระบบการดูแลผลเสียที่เป็นรูปธรรมนัก และต้องยอมรับว่าปัญหาเด็กติดเกม ติดไอที ติดแชต เป็นปัญหาใหม่ในสังคมไทย เป็นสิ่งที่จะใช้งานจากแท็บเล็ตได้ ในทางกลับกันมาตรการในเชิงนโยบายที่จะกำกับดูแลปัญหากลับมีน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ฉะนั้นเราควรให้ความรู้และเผยแพร่ให้เห็นผลดีผลเสียของไอที ทั้งในระดับครอบครัว เยาวชน ชุมชน และโรงเรียนต้องมีระบบการเฝ้าระวัง ตั้งกฎกติกาการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี” นพ.อดิศักดิ์ กล่าว
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา สิ่งที่เป็นของขวัญวันเด็กจึงจำเป็นต้องมากกว่าตัวแท็บเล็ต เพื่อให้ของขวัญชิ้นนี้กลายเป็นของขวัญสำหรับเด็กที่เป็นด้านบวกจริงๆ







