posttoday
เขาพระวิหารของเรา

เขาพระวิหารของเรา

12 มกราคม 2556

เขมรกำลังคิดอะไรเกี่ยวกับเขาพระวิหาร?

เขมรกำลังคิดอะไรเกี่ยวกับเขาพระวิหาร?

ถ้าจะวิเคราะห์ “ท่าที” ที่เขมรกำลังเล่นเอาเถิดเอาล่อกับเรา (คนไทย) ในเรื่องนี้น่าจะตีความได้สัก 23 ประเด็น

ประเด็นแรก เขมรน่าจะคิดว่าพวกเขาได้เปรียบในฐานะที่ได้ครอบครองตัวปราสาทพระวิหารตามคำตัดสินของศาลโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 ส่วนพื้นที่รอบๆ บริเวณปราสาทก็ยังเคลียร์กันไม่ได้ จึงเหมือนว่าเขมรได้ “พลอย” ที่เป็นหัวแหวนนั้นไปแล้ว รอแต่ว่า “เรือนแหวน” นั้นไทยเราจะยอมยกให้หรือไม่ (ซึ่งคงไม่มีทาง) แต่เขมรก็ยังมีลูกเล่นได้อีก นั่นคือการขอเข้าไปบริหารดูแลตัวปราสาท ซึ่งเขมรเชื่อว่าการตีความของศาลโลกในเดือน เม.ย.นี้น่าจะมีสัญญาณที่ดี

ประเด็นต่อมา ในทางการทูตหรือเวทีการเมืองระหว่างประเทศ เขมรก็คิดไปแล้วว่าอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าหรือได้เปรียบไทย เพราะจากเวทีเริ่มแรกคือคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ซึ่งก็มีฐานะเป็นสาขาส่วนหนึ่งขององค์กรระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดคือสหประชาชาติ ก็ได้ตัดสินเข้าข้างเขมรไปกว่าครึ่งตัวแล้ว คือความพยายามที่จะบีบให้ไทยร่วมเจรจากับเขมรเพื่อร่วมกันดูแลปราสาทพระวิหารและบริเวณพื้นที่โดยรอบ โดยมีมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสถือหาง พร้อมกับท่าทีของชาติอื่นๆ ในอาเซียนก็ดูไม่กระตือรือร้นที่จะมายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้

อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับสิ่งของที่เขมรจะเอามา “เล่น” กับไทยก็มีมากกว่าไทยเยอะ อย่างที่เขาเอามาเล่นเมื่อวานซืนก็คือการอภัยโทษด้วยการปล่อยตัวคุณราตรีกับลดโทษให้คุณวีระ สองนักโทษที่เขมรกำไว้เป็นลูกไก่ให้แสลงใจคนไทย แต่ที่เป็นของเล่นอันยิ่งใหญ่ที่เขมรจะเอามาต่อรองได้อีกมากก็คือเรื่องทรัพยากรทั้งทางบกและทางทะเล อันเนื่องมาจากปัญหาเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน (โดยที่การขีดเส้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐจากทั้งสองประเทศก็ทำกันเหมือนเด็กเล่นขายของ) ที่ผู้นำของไทยหลายคนสวาปามเหยื่อก้อนนี้ไปแล้วหลายคน ซึ่งคนไทยได้แต่ทำตาปริบๆ

เขาพระวิหารของเรา

 

ผู้เขียนขออนุญาตนำท่านผู้อ่านผู้มีอุปการคุณย้อนยุคไปดูวิธีการแก้ปัญหาของผู้นำไทยในอดีต เพื่อหาทางออกให้แก่ผู้นำในปัจจุบัน (ไม่รู้ว่าจะมีผู้นำจริงๆ สักคนหรือเปล่า เพราะเห็นมีแต่ผู้ที่ถูกยอยกให้เป็นผู้นำกับพวกที่แย่งกันเอาใจผู้นำปลอมๆ คนนั้น) เพราะเธอและเขาเหล่านั้นน่าจะลืมอดีตรากเหง้าของตนไปหมดแล้ว มีแต่อนาคตของความละโมบโลภมากเท่านั้น

ย้อนยุคไปแค่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่เราถูกมหาอำนาจสองชาติรุกราน คือ อังกฤษกับฝรั่งเศส สิ่งที่ผู้นำไทยในยุคนั้นเขาแก้ปัญหาคือการ “ปรับความคิด” ให้ยอมรับความจริงอันเป็นกระแสหลักของโลกในยุคนั้นที่มีอยู่ 23 เรื่อง

ความจริงเรื่องแรก จุดมุ่งหมายของมหาอำนาจไม่เฉพาะแต่กับสองประเทศที่กล่าว ล้วนแต่ต้องการที่จะยึดครองชาติที่อ่อนแอไว้เป็น “ทรัพยากรทางอำนาจ” เพื่อความยิ่งใหญ่และความมั่งคั่งของชาติมหาอำนาจเหล่านั้นทั้งสิ้น

ความจริงเรื่องต่อมา ประเทศไทยมีความอ่อนแออะไรอยู่บ้าง องค์ผู้นำในยุคนั้นน่าจะทรงทราบดีว่าเรามีปัญหาความสมานสามัคคีของคนในชาติอยู่พอควร ในส่วนกลางก็คือบรรดาขุนนางอำมาตย์ก็มีความแตกแยกทางความคิด ในภูมิภาคก็ขาดความเป็นเอกภาพทางดินแดน และกับสังคมประเทศเพื่อนบ้านก็มีความร้าวฉานระหว่างกันมายาวนาน

และความจริงอีกเรื่องหนึ่ง ประชาชนคนไทยก็ถูกครอบงำด้วยระบบศักดินามาโดยตลอด ความเป็นตัวของตัวเองของคนไทยจึงแทบจะไม่มี พฤติกรรมของราษฎรไทยมักจะถูกชี้นำโดยคนที่พวกเขาเคารพเชื่อฟัง ดังนั้นราษฎรไทยจึงไม่พร้อมที่จะช่วยกันแก้ปัญหา ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกชักนำไปในทางที่ผิด อย่างที่ในช่วงเวลานั้นได้มีกบฏเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลอยู่หลายครั้ง

ดั้งนั้น พระราโชบายของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ก็คือ ต้องใช้นโยบาย “ไผ่ลู่ลม” คือยอมโน้มก้มตัวเองเพื่อไม่ปะทะกับการรุกรานของมหาอำนาจ ต้องยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของต่างชาติเหล่านั้นอย่างเจ็บปวด ที่รวมถึงการปรับวิถีชีวิตและยอมรับเอาวัฒนธรรมของฝรั่งเพื่อให้เขานับเราว่าเป็นพวกเดียวกัน รวมทั้งการที่ต้องไปแสดงตัวตนและแสวงหาพันธมิตรอื่นๆ ในยุโรปให้มาช่วยถ่วงดุล อย่างที่รัชกาลที่ 5 ท่านต้องทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายไปเยือนยุโรปถึง 2 ครั้งในรัชสมัยของพระองค์นั้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงก็คือการสร้างทางรถไฟ ซึ่งเริ่มสร้างมาเมื่อกว่าร้อยปีนั้น (แต่ก็ยังพัฒนาไปไม่ถึงไหน) ก็ถือเป็นยุทธศาสตร์เพื่อการรักษาเอกราชและอธิปไตยของไทยได้อย่างชัดเจน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภเป็นหลักฐานอยู่ในประวัติของกรมรถไฟเมื่อแรกเริ่มที่ต้องสร้างทางรถไฟนั้นว่า นอกจากเพื่อให้มีการคมนาคมที่สะดวกสบายระหว่างราษฎรในถิ่นที่ต่างๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีพระราชประสงค์ก็คือการยึดโยงประเทศไทยไว้ให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยเส้นทางรถไฟที่จะแสดงถึงพระราชอำนาจที่ปกแผ่ไปนั้น ดังจะเห็นได้จากทรงกำหนดให้เร่งสร้างรถไฟไปทางภาคอีสานและภาคใต้เป็นส่วนแรกๆ ทั้งนี้ก็เพราะมีฝรั่งเศสเข้ามายึดครองลาวและเขมร กับอังกฤษที่เข้ามายึดครองพม่าและมลายู

นอกจากนี้ ยังมีวิทยานิพนธ์ของนักศึกษารัฐศาสตร์จำนวนหนึ่งกล่าวถึงการจัดรูปแบบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ที่มีส่วนหนึ่งสรุปว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง และเป็นการสร้างระบบราชการให้ครอบงำคนไทยไปทั้งประเทศ แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่เชื่อว่านี่คือการปักหมุดของความเป็นไทยให้ครอบคลุมราษฎรทั่วประเทศ อย่างที่เคยมีพระราชดำรัสกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เพื่อให้คนไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างถ้วนทั่วกัน เพราะบุคคลที่ทรงมอบหมายให้ไปดูแลราษฎรในมณฑลต่างๆ นั้นล้วนแล้วแต่เป็นเชื้อพระวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดและไว้วางพระราชหฤทัย ซึ่งก็แน่นอนว่าการสื่อสารระหว่างองค์ผู้นำกับราษฎรอย่างทั่วถึงโดยตรง (คือผ่านผู้แทนพระองค์) เช่นนี้ ย่อมจะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางความคิดของคนไทยนั้นได้เป็นอย่างดี อันเป็นจุดอ่อนของพระราชอำนาจที่เคยมีมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศไทย

ฉายภาพกลับมาที่เรื่องเขาพระวิหารที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเรื่องที่ผู้นำไทยคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะแม้แต่ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่เคยคิดจะสร้างไทยให้เป็นมหาอำนาจแห่งเอเชียบูรพา ก็มองว่าในเรื่องของวัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงกันของหลายๆ ชาติในท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยคนในท้องถิ่นนั่นแหละช่วยกันจัดการดูแล ซึ่งในความจริงแล้วคนไทยกับคนเขมรที่อยู่ตรงนั้นเขาก็ร่วมกันทำอยู่แล้ว

ปัญหาของเขาพระวิหารในทุกวันนี้เป็นปัญหาระหว่างคนที่เกลียดชังกันในทางการเมือง เป็นปัญหาของคนในที่อื่นที่ไปสร้างปัญหาให้แก่คนในพื้นที่ ผู้เขียนจำได้ว่าในสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เคยเสนอต่อรัฐบาลให้สร้างกลไกที่จะพัฒนาบริเวณพื้นที่เขาพระวิหารร่วมกันกับเขมร ตามนโยบายทำสนามรบให้เป็นสนามการค้าที่ปลุกปั้นขึ้นมาในยุคนั้น แต่รัฐบาลในยุคหลังกลับสร้างกลไกเผชิญหน้าทางการทหารขึ้นมาแทน

ที่น่าทุเรศที่สุดก็คือ การแก่งแย่งกันของกลุ่มการเมืองและรวมถึงนักธุรกิจทั้งหลายที่ชิงกันกอบโกยทางธุรกิจ จนทำให้เขมรมองไทยถึงความน่าสมเพชดังกล่าว และข้อตกลงทางธุรกิจส่วนใหญ่ก็เสียเปรียบหรือยินยอมให้แก่เขมรอยู่มาก ซึ่งอาจจะกล่าวได้เลยว่าทุกวันนี้ไทยเราเสียเอกราชทางเศรษฐกิจให้แก่เขมรไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ดังนั้นถ้าเราจะเสียเอกราชทางดินแดนให้แก่เขมรอีก (ในกรณีเขาพระวิหาร) ก็คงต้องโทษคนไทยเลวๆ เหล่านั้นที่ไปเป็นแบบอย่างให้เขมรได้ใจ

ชื่อบทความข้างต้นนี้ จึงเป็นคำพูดของคนเขมรที่หัวเราะเยาะคนไทยเรานั่นเอง

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก