
ส่งออกซบต่อ
คาดปีนี้โตไม่ถึง5%พิษค่าแรง300บ.แบรนด์ดังลดจ้างไทยหนีไปเพื่อนบ้านแทน
คาดปีนี้โตไม่ถึง5%พิษค่าแรง300บ.แบรนด์ดังลดจ้างไทยหนีไปเพื่อนบ้านแทน
ประเมินส่งออกปีนี้ได้ไม่ถึง 5% โดนค่าจ้าง 300 บาทถ่วง แถมยอดสั่งผลิตสินค้าแบรนด์เนมหนีซบเพื่อนบ้านต่อเนื่อง
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ทิศทางการส่งออกของไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัว 3.17.2% หรือเฉลี่ย 4.9% มูลค่าส่งออก 2.382.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยโอกาสจะเติบโตได้มากสุดอยู่ที่ 4.9% ซึ่งภาพรวมการส่งออกไม่คึกคัก เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น อีกทั้งไทยยังมีความสามารถแข่งขันด้านราคาสินค้าลดลง จากนโยบายการขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาท ทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 22.29%
ด้านนายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นทำให้สินค้าแบรนด์ดังระดับโลก ทั้งกลุ่มเสื้อผ้า รองเท้า ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หลายรายทยอยไปทำสัญญาสั่งผลิตสินค้า (ออร์เดอร์) ประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา เวียดนาม จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศแทน
“ตอนนี้เอสเอ็มอีต่างจังหวัดเดือดร้อนมาก แบรนด์ดังหันไปผลิตสินค้าในเพื่อนบ้านแทนเพื่อลดต้นทุน ยอดสั่งผลิตลดลงแล้ว 20% แต่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีหรืองานฝีมือยังอยู่” นายธนิต กล่าว
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. แจ้งว่า ในปี 2556 ผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มเสื้อผ้าแฟชั่นไทยมีแผนจะลงทุนสร้างโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านหลายราย มูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อขยายฐานผลิตรองรับความต้องการเจ้าของลิขสิทธิ์เสื้อผ้ายี่ห้อดังของโลก เช่น อาดิดาส ไนกี้ ที่มีนโยบายทำตลาดอาเซียน แต่กำลังผลิตในไทยไม่พอและต้นทุนสูง ที่สำคัญตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ยังจะได้สิทธิประโยชน์ภาษีส่งออกไปประเทศที่พัฒนาแล้ว
ประเทศที่จะเข้าไปขยายฐานผลิต คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ค่าจ้างแรงงานถูกกว่าไทย เช่น ลาว ถูกกว่า 40-50%
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ประกอบด้วย 1.เสริมสร้างรายได้ 2.มาตรการภาษี ช่วยลดรายจ่าย 3.ช่วยดอกเบี้ยและเงินทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าไปดูกรณีบางบริษัทเริ่มเลิกจ้าง จะเยียวยาแรงงานอย่างไร หลังจากนี้ให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หารือกับภาคเอกชน ว่ายังมีอะไรที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างไรต่อ m







